้ได้อย่างไร น่าละอายยิ่ง!”
หมินยวี่หลินโบกมือปัดพลันยิ้ม “ไม่ใช่ดังที่เจ้าคิด แม่ทัพหวังคงเห็นแล้วว่าชายผู้นี้มีความคิดลึกล้ำเพียงใด คงมีแต่เขาเสียกระมังที่สังเกตว่าทหารราบเกราะหนักหายไปนานผิดปกติ ส่วนเช่อเถียเฟิงนั้นเป็นคนละโมบในอำนาจ หากเขาไม่หักห้ามใจ ตั้งแต่เช้าพรุ่งนี้เราคงไม่ได้เจอทหารราบอีกแล้ว”
“ขอรับ” หวังซีตอบรับพลันเอ่ยถาม “ท่านขุนนาง จะจัดการกับหัวของพวกกบฏอี้เหออย่างไรดีขอรับ?”
“แขวนพวกมันไว้บนกำแพงเมือง ให้คนทั้งเมืองตงฉวงเห็นว่าการเข้าร่วมกับพวกอี้เหอต้องพบจุดจบเช่นไร”
“ขอรับ!”
…
สายลมยามใกล้รุ่งสางนั้นหนาวเย็นยิ่ง หลินมู่อวี่นั่งกอดกระบี่วิญญาณมังกรอยู่ใต้ป้อมปราการผล็อยหลับไป ไม่รู้ว่านานเท่าไรกระทั่งมีคนมาปลุก “ท่านพี่ ตื่น!”
“อะไร?” หลินมู่อวี่ลืมตาก่อนจะพบว่ามีกระโจมเล็กๆ ตั้งอยู่ข้างบนและฝนเริ่มตกแล้ว หยาดน้ำจากฟ้าชะล้างคราบเลือดบนพื้นจนสิ้น
ฉินเหยียนกล่าว “รุ่งสางแล้วยังไม่มีวี่แววของทหารราบเกราะหนักเลยขอรับ”
“ยังไม่กลับมาอีกหรือ?”
หลินมู่อวี่ขมวดคิ้วถาม “มีนกส่งสารมาหรือไม่?”
“ไม่มีขอรับ”
“แปลกจริง…ทหารราบตั้งหลายพัน จะไม่มีนกสักตัวเลยหรือ?”
“อาจเป็นเพราะฝนทำให้นกส่งสารบินไม่ได้ขอรับ”
“เป็นไปได้…”
ทันใดนั้นมีทหารส่งสารคนหนึ่งควบม้าตะโกนมาแต่ไกล “ท่านเซินเว่ยโหว มีคนส่งสารมาแจ้งว่ามีของขวัญให้ขอรับ!”
หมินยวี่หลินชุดคลุมสีดำยืนบนกำแพงพลันเอ่ยถามด้วยสีหน้าจริงจั