“นี่เป็นโอกาสทองที่เราจะแสดงศักยภาพ ท่านผู้นำไม่เคยอ่านพระราชกฤษฎีกาการได้รับรางวัลและการลงโทษของจักรวรรดิหรือขอรับ? หากสังหารศัตรูหนึ่งคนจะได้ขึ้นผู้นำ สังหารสิบคนได้เลื่อนยศเป็นผู้บัญชาการกองร้อย สังหารหนึ่งร้อยคนได้เลื่อนยศเป็นผู้บัญชาการกองพัน สังหารหนึ่งพันคนแรกได้เลื่อนยศเป็นผู้บัญชาการกองหมื่น ด้วยพลังยุทธ์ของท่านผู้นำวิหาร การสังหารศัตรูหนึ่งร้อยคนคงไม่เป็นปัญหาใช่หรือไม่? อีกทั้งจักรวรรดิอี้เหอพ่ายแพ้แล้ว มณฑลหลิงตงและมณฑลทงเทียนกำลังจะกลายเป็นดินแดนของเรา และจะไม่มีผู้ใดสามารถหยุดกองทหารหยางเว่ยได้”
“อืม” หลินมู่อวี่หยักหน้า “เฉินฮั่นนำทหารห้าร้อยนายออกจากเมืองเพื่อไล่ล่าทหารจักรวรรดิอี้เหอ ส่วนทหารที่เหลือจงอยู่ในเมืองและห้ามกระทำการใดโดยไม่ได้รับอนุญาต”
“ขอรับ…”
…
เมื่อถึงเวลาพลบค่ำ เฉินฮั่นกลับมาพร้อมศีรษะทหารเกือบร้อยนายของจักรวรรดิอี้เหอ ศีรษะส่วนใหญ่ถูกแขวนอยู่บนคอของม้า ขณะเดียวกันหลินมู่อวี่ขี่ม้าออกไปสนามรบนอกเมืองอย่างเชื่องช้า คบเพลิงสว่างไสวทั่วบริเวณมองเห็นทหารแห่งจักรวรรดิมากมายกำลังเก็บกวาดสนามรบ บางคนต่อสู้กันแย่งหัวของศัตรูเพื่อนำไปรับรางวัล ท้ายที่สุดพวกเขาใช้ขวานแบ่งกันคนละครึ่ง
กลิ่นเลือดลอยตลบอบอวล หลินมู่อวี่จับบังเหียนพร้อมแผ่ทักษะชีพจรวิญญาณ ปราณที่ตรวจจับได้ในรัศมีเป็นของทหารแห่งจักรวรรดิทั้งสิ้น ซึ่งมีทั้งปราณที่อ่อนแอและปราณที่แข็งแกร่ง ตู้ไห่ใ