ามารถเคลื่อนทัพโดยปราศจากคำสั่งของเซินเว่ยโหว”
หลินมู่อวี่ส่ายหัวและกล่าวว่า “รอก่อน ข้ารู้สึกไม่สบายใจเล็กน้อย ราวกับว่าจะต้องเกิดเรื่องร้ายขึ้น ทุกคนระวังตัวให้ดี”
“ขอรับ…”
…
หลังจากการต่อสู้ผ่านไปเกือบครึ่งวัน ทหารม้าเหล็กสองหมื่นนายของจักรวรรดิอี้เหอถูกโจมตีอย่างต่อเนื่องด้วยรูปแบบการต่อสู้ของทหารราบเกราะหนักและกองทัพเฉินกงจนแตกพ่าย พวกมันถูกแทงจนพรุนและกรีดร้องโหยหวนท่ามกลางสนามรบ และเมื่อจักรวรรดิอี้เหอส่งทหารราบห้าหมื่นนายมาเสริม ก็ถูกกองทัพขวานศึกขัดขวางไว้ ซึ่งกองทัพขวานศึกเป็นกองกำลังที่ใช้ขวานยาวและมีพละกำลังมหาศาล อีกทั้งขวานบางเล่มคมพอที่จะผ่าเกราะหนักให้แยกออกจากกัน
ในช่วงบ่ายขณะที่ดวงอาทิตย์กำลังลับขอบฟ้า กองทัพเทียนฉงเคลื่อนทัพเบี่ยงไปทางทิศตะวันตกเพื่อโจมตี จึงทำให้กองทัพจักรวรรดิอี้เหอไม่สามารถทนมองแสงแดดที่ด้านหลังคู่ต่อสู้โดยตรง และไม่สามารถป้องกันการโจมตีได้ กระทั่งกองทหารเจ็ดหมื่นนายของจักรวรรดิอี้เหอได้รับความพ่ายแพ้ในที่สุด
“เราชนะ…เราชนะแล้ว…” ฉินเหยียนกล่าวด้วยความตื่นเต้น
“ใช่ เราชนะ” ใบหน้าของหลินมู่อวี่ยังคงสงบนิ่ง ราวกับว่าชัยชนะครานี้ไม่ได้เกี่ยวกับเขา
เฉินฮั่นพูดขึ้น “ท่านผู้นำขอรับ ท่านเซินเว่ยโหวออกคำสั่งให้ไล่ล่าศัตรู พวกเราจะเคลื่อนทัพออกไปหรือไม่?”
หลินมู่อวี่ตอบกลับ “ออกนอกเมืองไปเก็บกวาดสนามรบ และไม่ต้องไล่ตามไป”
“เพราะเหตุใด?”
เฉินฮั่นตกตะลึง