ายแดนทางเหนือถึงแม่ทัพหมินยวี่หลินให้กลับมาก่อนพ่ะย่ะค่ะ”
“ท่านตากำลังพูดถึงเซินเว่ยโหวใช่หรือไม่?”
“พ่ะย่ะค่ะ”
ซู่มู่หยุนพยักหน้ากล่าว “หมินยวี่หลินพิทักษ์ชายแดนเหนือได้เกือบสิบปีแล้ว เขาไม่เคยพ่ายแพ้ผู้ใด บารมีของเขาแผ่ขยายไปทั่วอาณาเขตคนเถื่อนทางเหนือ เมืองง้าวไฟที่เขาป้องกันอยู่มีกองกำลังมากถึงเจ็ดหมื่น นับได้ว่าเป็นกองทัพที่มั่นคงที่สุดของจักรวรรดิ ฝ่าบาทสามารถสั่งการให้เขาส่งกองทัพห้าหมื่นนายกลับมาเมืองหลันเยี่ยน และรวมกำลังหนึ่งแสนนายเข้าพิชิตมณฑลหลิงตง”
ฉินอินลังเลก่อนกล่าวตอบ “ท่านตา…อันที่จริงเสี่ยวอินอยากให้พี่อาอวี่เข้าร่วมกองทัพมากกว่า”
“แน่นอนว่าหลินมู่อวี่นั้นเป็นแม่ทัพที่หลักแหลมและกล้าหาญ แต่เขายังเด็กและขาดวุฒิภาวะ กระหม่อมคิดว่าส่งเขาไปช่วยหมินยวี่หลินเพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับการรบเพิ่มคงดีกว่า ฝ่าบาทคิดเห็นเป็นเช่นไรพ่ะย่ะค่ะ?”
“เช่นนั้นค่อยหารือกันอีกคราเมื่อท่านเซินเว่ยโหวกลับถึงหลันเยี่ยน”
“พ่ะย่ะค่ะ…เตรียมกระดาษและน้ำหมึกมาให้ฝ่าบาททรงอักษรพระราชโองการ!”
…
หลินมู่อวี่และเฟิงจี้สิงมองหน้ากัน
ซูมู่หยุนและถังหลานนั้นไร้ประโยชน์ ทว่าด้วยจำนวนคนที่มากกว่าทำให้ผู้นำวิหารศักดิ์สิทธิ์อย่างหลินมู่อวี่และผู้บัญชาการกองทัพเฟิงจี้สิงทำได้เพียงยืนอยู่เฉยๆ
เฟิงจี้สิงแตะบ่าหลินมู่อวี่เบาๆ พลางยิ้มอย่างขมขื่น “ข้าคิดว่าเราสองพี่น้องจะมีโอกาสได้สู้เคียงบ่าเคียงไหล่กันเสียอีก”
ห