ายตาลวี่หยางเพียงกวาดหนึ่งก็เห็นชัดถึงความหวาดในใจนาง จึงยิ้มอย่างสงบเย็น ทว่านั่นกลับทำให้พระอัครมเหสีเซียวเบิกตากว้าง มองเขาอย่างไม่อยากเชื่อ:“หรือว่า…ท่านไม่กลัวเลยรึ?”
ลวี่หยางเพิ่งเข้าใจแจ่มชัด สำหรับเหล่าผู้ฝึกตนทั้งหลายแล้วพระผู้เป็นเจ้าคือผู้สูงส่งเพียงใด? ต่อให้เป็นเพียง “การระเบิดจับปลา” (การเคลื่อนไหวเล็กน้อย) ก็ยังมิใช่สิ่งที่พวกเขาจะต้านทานได้
สมควรที่จะหวาดกลัวจึงจะถูก
ทว่าลวี่หยางผ่านลมพายุมาเนิ่นนาน สิบชาติสืบต่อกัน ความเคารพหวั่นเกรงต่อพระผู้เป็นเจ้าก็มลายสิ้น มิหนำซ้ำยามนี้ยังมีจ้าววิถีแห่งราชสำนักเต๋าหนุนหลังอยู่ จากการตอบสนองของบัญญัติแห่งมรรคาแคว้นเซียนเห็นได้ชัดว่าจ้าววิถีก็ต้องการให้ตนแสดงท่าทีเข้มแข็ง ไม่ให้เสียเกียรติ หากต้องปะทะกับพระผู้เป็นเจ้าก็ไม่ต้องหวั่น
คิดถึงตรงนี้ ลวี่หยางหัวเราะเบา ๆ “ตามจริงแล้วมาอีกสองสามครั้งก็จะเคยชินแล้ว”
สิ้นวาจา เขาก็หมุนกายออกจากตำหนักคุนหนิง ก้าวสู่ตำหนักเทียนอู๋ ไม่นานก็เห็นแสงเหินวาบลงจากฟ้า ตกลงกลางท้องพระโรง
ผู้มาใหม่เปี่ยมด้วยแววตาคมกล้า สีหน้าสงบนิ่ง นั่นคือจงกวง
ก้าวเข้าสู่ตำหนัก สายตาจงกวงก็ตกลงบนร่างลวี่หยางในทันที แววตาดุจเปลวเพลิงส่องทะลุ ก่อนเอ่ยเสียงทุ้ม:“เมื่อครู่คือพุ่งเป้ามาที่ท่านรึ?”
“ถูกต้อง”
ลวี่หยางตอบอย่างสงบไร้หวั่นไหว
ลวี่หยางยังคงสีหน้าสงบ “เหตุและผลแห่งวาสนาทางพุทธของศิษย์พุทธะนั้น ย่อมจักนำทางมา