คุณท่านหยุนกงที่ห่วงใย ตู้ไห่เป็นนักรบหนังหนา ความเจ็บป่วยเล็กน้อยมิสามารถทำร้ายข้าได้ขอรับ”
“ดีแล้ว”
ซูมู่หยุนกล่าว “ข้าได้ยินมาว่าแม่ทัพตู้ไห่ได้ทะลวงขึ้นเป็นขอบเขตปราชญ์เมื่อสองปีก่อน เป็นเรื่องดีสำหรับจักรวรรดิ หวังว่าท่านแม่ทัพจะยังจงรักภักดีต่อจักรวรรดิและองค์จักรพรรดินี”
“ขอรับ มิต้องกังวล ท่านหยุนกงโปรดเข้ามาเถิด”
“อืม”
ถังหลานยืนลูบเคราขาวแผ่วเบาจากระยะไกลโดยมิได้พูดสิ่งใด ส่วนเซี่ยงอวี้ด้านข้างยกมุมปากและกล่าวว่า “ตู้ไห่ทหารเฒ่า เหอะ! ยังมีหน้ากลับมาเมืองหลันเยี่ยนอีก หากเป็นข้า…เกรงว่าคงถูกแขวนคอไปนานแล้ว”
ในฐานะขอบเขตปราชญ์ผู้แข็งแกร่ง ตู้ไห่จึงได้ยินคำพูดของเซี่ยงอวี้ทั้งหมด ดวงตาเขาแปรเปลี่ยนเป็นเย็นชา ทว่ายังคงนิ่งเฉย ใช่…สิ่งที่เซี่ยงอวี้กล่าวมานั้นไม่ผิด!
…
เมื่อการหารือกำลังจะเริ่มขึ้น เหล่าข้าราชบริพารได้มารวมตัวกัน ณ โถงใหญ่ของตำหนักเจ๋อเทียน ซูมู่หยุนและถังหลานเป็นกลุ่มผู้นำ ตามมาด้วยขุนนางเช่นถังเสี่ยวซี ถังลู่ ถังเว่ย และคนอื่นๆ จากนั้นจึงเป็นเฟิงจี้สิง ตู้ไห่ ซูอวี่ และนายพลคนอื่นๆ เมื่อทุกคนเข้ามากันอย่างพร้อมเพรียง เหล่าข้าราชบริพารประสานหมัดแน่นและกล่าวเสียงดัง “ถวายบังคมพ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท”
ทุกคนต่างมองฉินอินด้วยความเคารพ
อย่างไรก็ตามสิ่งที่ทุกคนไม่คาดคิดก็คือ ฉินอินไม่ได้สวมเสื้อคลุมหงส์ไฟของจักรพรรดินีที่ทำขึ้นโดยเฉพาะ ทว่าเพียงสวมชุดองค์หญิงซึ่งเป็นตำแหน่