ขารู้สึกหนาวและหิวโหย จึงไม่สนใจอะไรมากนัก จากนั้นหลินมู่อวี่มุ่งหน้าไปยังลานกว้างและเคาะประตู
‘ก๊อก ก๊อก ก๊อก’
หลังจากเสียงเคาะประตูดังสามครั้ง ก็มีเสียงชายแก่ถามขึ้น “ใคร?”
หลินมู่อวี่กล่าวอย่างเคารพ “ท่านลุง ข้าเป็นนักเดินทางพเนจร ได้เผชิญหน้ากับสัตว์ร้ายจนสูญเสียทุกสิ่งอย่าง ข้าหวังว่าจะขออาศัยที่นี่เพียงข้ามคืน ได้กินอาหารร้อนๆ และจากไปในเช้าตรู่วันรุ่งขึ้น”
‘แอ๊ด…’
ประตูถูกเปิดออกเผยให้เห็นชายชราอายุราวหกสิบปี เขายกตะเกียงน้ำมันขึ้นสูงเพื่อมองหน้าผู้มาเยือน หลินมู่อวี่ดูไม่เหมือนคนเลว ชายเฒ่าจึงกล่าวด้วยรอยยิ้ม “เจ้าหนุ่ม ไปเดินเตร็ดเตร่ในป่าตอนกลางคืนเช่นนี้ช่างอันตรายยิ่งนัก รีบเข้ามาสิ”
“ขอบคุณมากท่านลุง”
“แม่เฒ่า ลุกขึ้นทำซุปผักให้เจ้าหนุ่มนี่พร้อมนึ่งซาลาเปาสองลูก และนำเสื้อของลูกชายมาให้เขาสักชุด”
…
ไม่นานหลินมู่อวี่ก็สวมชุดพรานล่าสัตว์ ชายชรามองมาพร้อมหัวเราะ “นี่คือเสื้อผ้าของลูกชายข้าก่อนที่เขาจะไปเมืองหลันเยี่ยนเพื่อเป็นทหารเมื่อสองปีก่อน ซึ่งเขามิได้กลับมานานแล้ว ดังนั้นเจ้าสามารถใส่เสื้อผ้าพวกนี้ได้ หวังว่ามันจะไม่โทรมจนเกินไป”
“ออกไปเป็นทหาร…” หลินมู่อวี่วางถ้วยซุปลง “ท่านลุง เขาไปเป็นทหารของกองทัพไหนในเมืองหลันเยี่ยนหรือ?”
“กองทัพองครักษ์ เมื่อสองปีก่อนกองทัพเปิดคัดเลือกทหารใหม่ เขาจึงเดินทางไปสมัคร”
“กองทัพองครักษ์…”
หลินมู่อวี่เอ่ยถาม “ผู้ใดคือผู้บัญชาการกองทั