เมื่อฤดูหนาวผันผ่านไป ฤดูใบไม้ผลิก็มาเยือนหมู่บ้านแบดเจอร์ไฟ ทว่ากลับรู้สึกถึงเพียงความตายอยู่รอบบริเวณ หญ้าใหม่ในดินกลายเป็นเถ้าถ่าน ขณะเดียวกันกองทัพองครักษ์สามหมื่นชีวิตก็สูญหายไป หมาในหลายตัวรุมทึ้งกินขาของทหารกองทัพองครักษ์พร้อมของเหลวจากศพเน่าเปื่อยสาดกระเซ็น
“ไอ้สัตว์เดรัจฉาน!”
ดาบตวัดไปในอากาศพร้อมตัดหมาในทั้งสองกลายเป็นสองส่วนทันที เฟิงจี้สิงเดินไปหยิบขาของศพมาวางไว้ในหลุมลึก ก่อนจะลากศพอื่นต่อไป
ใบหน้าที่เคยหล่อเหลา ปัจจุบันช่างดูไร้ชีวิต มีจุดสีดำปรากฏขึ้นบนข้อมือและใบหน้า เป็นสัญญาณการติดเชื้อโรคจากศพเหล่านี้ ทว่าด้วยพลังยุทธ์ที่แข็งแกร่งทำให้ยังคงมีชีวิตอยู่ หากเป็นคนธรรมดาท่ามกลางสภาพแวดล้อมเช่นนี้คงเสียชีวิตไปนานแล้ว
‘กุบกับ…’
เสียงเกือกม้าดังขึ้น ขณะที่กองทหารจากเมืองหยาดสายัณห์เคลื่อนทัพเข้ามายังหมู่บ้านแบดเจอร์ไฟ ซูอวี่เห็นบางสิ่งเบื้องหน้าจึงชี้ออกไป “ท่านพ่อ นั่นเฟิงจี้สิง! ทว่าที่นี่…มีกลิ่น…”
“อืม”
ซูมู่หยุนกล่าว “เข้าไปเถิด”
กองทหารเดินไปหาเฟิงจี้สิงพร้อมหลีกเลี่ยงซากศพของกองทัพองครักษ์ที่กำลังเน่าเปื่อย
เมื่อไปถึงซูอวี่ประสานหมัด “ผู้บัญชาการเฟิงจี้สิง จำข้าได้หรือไม่? ข้าคือซูอวี่ บุตรีของหยุนกงจากมณฑลอวิ้นจง”
เฟิงจี้สิงยังคงขุดหลุมลึกและลากซากศพลงไปฝัง ดูเหมือนว่าเขาจะไม่รับรู้ถึงการมาถึงของซูอวี่และคนอื่นๆ
ซูอวี่ขมวดคิ้ว “ผู้บัญชาการเฟิงจี้สิง…ท่าน…”
เฟิง