ลู่กับถังเว่ยรึ?”
ถังเสี่ยวซีทำหน้าครุ่นคิด “ท่านถังเจิ้น ออกคำสั่งให้จำกัดการเข้าออกประตูเมืองทุกแห่ง ส่งทหารม้าออกไปตั้งแนวป้องกัน ห้ามเชื้อพระวงศ์หรือทหารคนใดเข้าเมืองเด็ดขาด”
“กระหม่อมไม่เข้าใจพ่ะย่ะค่ะ” ถังเจิ้นเผยสีหน้าสงสัย “เหตุใดองค์หญิงจึงต้องทำเช่นนี้? เราทุกคนล้วนเป็นทหารของเมืองชีไห่ ท่านถังหลานอุตส่าห์นำกองทัพมาเสริมกำลังให้เมืองหลันเยี่ยนด้วยตนเอง แล้วท่านจะปิดประตูเมืองอย่างนั้นหรือ?”
ถังเสี่ยวซีตอบอย่างไม่แยแส “ผู้ปกครองเมืองหลันเยี่ยนมีเพียงคนเดียวเท่านั้น และนางมีนามว่าฉินอิน ต่อให้ฉินอินจะไม่กลับมา ข้าก็จะไม่มีวันมอบตำหนักเจ๋อเทียนให้ใคร ท่านถังเจิ้นอย่าลืมสิว่ากว่าเราจะชิงเมืองหลันเยี่ยนคืนมาจากพวกอี้เหอได้ เราต้องเสียกำลังทหารไปกว่าหมื่นนาย ตอนนี้ข้าเป็นเจ้าเมืองแห่งนี้แล้ว”
“กระหม่อมเข้าใจแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
ถังเจิ้นลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะประสานกำปั้นคำนับแก่ถังเสี่ยวซี “กระหม่อมพร้อมจะติดตามองค์หญิงจนกว่าชีวิตจะหาไม่พ่ะย่ะค่ะ!”
“เยี่ยมมาก เช่นนั้นรีบทำตามที่ข้าสั่ง!”
“พ่ะย่ะค่ะ!”
…
ประตูเมืองหลันเยี่ยนถูกปิดอย่างแน่นหนา
ถังเสี่ยวซียืนมองกองทัพจากเมืองชีไห่ที่รวมตัวกันอย่างเนืองแน่น
ครึ่งชั่วโมงต่อมา ทหารเมืองชีไห่กว่าสามหมื่นนายก็จัดขบวนทัพหน้าเมืองหลันเยี่ยนพร้อมกับสองแม่ทัพถังลู่และถังเว่ยควบม้าศึกสีขาวนำหน้าขบวนมา ทำให้ถังเสี่ยวซีรู้สึกอึดอัดใจอย่างมาก ถังหลา