รไปเป็นกำลังเสริมแก่เมืองหลันเยี่ยน” ถังเสี่ยวซีกล่าวด้วยสายตาแน่วแน่
ถังเจิ้นถอนหายใจและส่ายหัว “สายเกินไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ…บ่ายวันนี้เราได้รับข่าวว่าเมืองหลันเยี่ยนถูกทำลาย และยังไม่ทราบว่าองค์หญิงอินอยู่แห่งหนใด กองทัพเขาเหินและกองทัพไพรสัณฑ์ถูกทำลาย กล่าวกันว่าฉู่ฮว๋ายเหมี่ยนและฉินเหล่ยเสียชีวิตไปทีละคน ขณะที่เฟิงจี้สิงนำกองทัพองครักษ์สามหมื่นนายฝ่าวงล้อมออกไป และยังไม่มีข่าวเพิ่มเติม”
“ว่าอย่างไรนะ?”
ถังเสียวซีถอยหลังชนเสวี่ยหลี ข่าวร้ายนี้เป็นดั่งสายฟ้าในวันที่ท้องฟ้าแจ่มใส แน่นอนว่านางรับไม่ได้
“องค์หญิงซีเป็นอะไรไหมพ่ะย่ะค่ะ?” ถังเจิ้นเอ่ยถามอย่างกังวล
ถังเสี่ยวซีรู้สึกเจ็บปวดอย่างรุนแรงในหัวใจ นางวางมือบนอกพร้อมขมวดคิ้ว “มู่มู่อยู่ไหน? แล้วมู่มู่ล่ะ…”
ถังเจิ้นกล่าว “หลินมู่อวี่นำกองทหารรับจ้างมังกรผงาดหนึ่งหมื่นห้าพันคนออกไปนอกเมืองทิศเหนือพร้อมมังกร และต่อสู้อย่างดุเดือดกับกองกำลังหลักของหลงเซียนหลิน หลังจากสังหารทหารอาสากว่าเจ็ดหมื่นนาย ทั้งกองทัพก็ถูกทำลาย ทว่ายังไม่ทราบที่อยู่ปัจจุบันของหลินมู่อวี่พ่ะย่ะค่ะ”
“อา…”
ถังเสี่ยวซียืนนิ่งงันราวกับถูกฟ้าผ่า ขณะที่น้ำตาไหลรินออกจากตา
“องค์หญิง พวกเรา…” ถังเจิ้นลังเลเล็กน้อย “เช้านี้ข้าได้รับสาส์นจากท่านหลานสั่งให้กระหม่อมอยู่เฉยไม่ว่าจะเกิดสิ่งใดขึ้น หากไม่มีคำสั่งจากท่านหลานกง กระหม่อมมิสามารถส่งทหารออกไปได้แม้แต่ผู้เดียว”
“ไม่!”