ตาเป็นอย่างไร”
“เจ้า!”
หลี่ถงกล่าวด้วยความโกรธเกรี้ยว “เฟิงจี้สิง อย่าคิดว่าตนเองเป็นผู้บัญชาการกองทัพองครักษ์แล้วจะหยิ่งผยองได้ จักรวรรดิของเจ้าล่มสลายแล้ว! จากนี้ไปจะเป็นยุคของจักรวรรดิอี้เหอ เจ้ามันก็แค่หมารับใช้จักรวรรดิ! ผู้บัญชาการอวี่จื้อเทียนมีเมตตาส่งข้ามาเจรจาสงบศึก มิเช่นนั้นทหารทั้งหนึ่งแสนสามหมื่นนายของจักรวรรดิอี้เหอจะกำจัดทหารสามหมื่นคนของเจ้าให้ราบคาบ!”
“เช่นนั้นก็ทำสิ!”
เฟิงจี้สิงชักกระบี่ออกมาตัดหัวหลี่ถงทันที เลือดซาดกระเซ็นรอบบริเวณ ขณะที่นายพลของจักรวรรดิไม่มีใครหลบ พวกเขาปล่อยให้เลือดกระเด็นเปื้อนร่างกาย
“เช่นนี้…ก็จะไม่มีใครกลับไปรายงานอวี่จื้อเทียนว่าเราต้องการให้พวกมันยกทัพมา” หลัวเลี่ยพูดแผ่วเบา
เฟิงจี้สิงยิ้มเล็กน้อย “ไม่เป็นไร ไอ้หมาแก่อวี่จื้อเทียนจะเข้าใจความหมายเอง”
“ตอนนี้ข้าควรทำสิ่งใด?”
“องค์จักรพรรดิถูกลอบปลงพระชนม์แล้ว” เฟิงจี้สิงพึมพำ “ถอยกลับไปที่เมืองหลวง ทว่า…ข้าไม่มั่นใจว่าจะสามารถกลับไปแบบมีชีวิตหรือไม่”
“ข้าจะติดตามท่านผู้บัญชาการ และจะไม่เสียใจหากต้องตายที่นี่” หลัวเลี่ยกล่าวด้วยรอยยิ้ม
เมื่อเฟิงจี้สิงและคนอื่นๆ หันกลับ เสียงกลองสงครามก็ดังขึ้นจากด้านหลัง กองทัพเทียนชู่ทั้งแปดหมื่นนายพุ่งตรงเข้ามา ขณะเดียวกันในป่าอีกด้านหนึ่งก็มีกองทัพจักรวรรดิอี้เหอปรากฏตัว!
สายตาเฟิงจี้สิงเปลี่ยนเป็นเย็นชาและกล่าวว่า “อย่าชักช้า ทหารม้าเปลี่ยนไปใช้ธนู แ