ทหารนายนั้นออกจากโถงด้วยใบหน้าซีดเซียว
ฉู่ฮว๋ายเหมี่ยนประสานหมัด “องค์หญิงอิน กระหม่อมจะนำทหารค่ายเขาเหินออกไปสกัดทหารอาสาที่เข้ามาในเมืองพ่ะย่ะค่ะ”
“คงต้องลำบากท่านฉู่ฮว๋ายเหมี่ยน ไปเถิด!”
“พ่ะย่ะค่ะ!”
เฟิงจี้สิงมองตามหลังฉู่ฮว๋ายเหมี่ยนก่อนจะหันมองฉินอินและกล่าวว่า “องค์หญิงอิน เครื่องยิงหินของจักรวรรดิอี้เหอทรงพลังมาก กำแพงเมืองหลันเยี่ยนทั้งสี่ด้านได้รับความเสียหายรุนแรง กระหม่อมเกรงว่าจะไม่สามารถทนได้นาน”
“ข้ารู้…ข้ารู้…”
ฉินอินมองออกไปไกลด้วยความรู้สึกว่างเปล่าและพึมพำ “ไม่มีข่าวคราวจากเมืองชีไห่และเมืองหยาดสายัณห์ เราทำได้เพียงสิ่งที่เราสามารถทำได้และยอมรับชะตากรรม เมืองหลันเยี่ยนอาจยืนหยัดได้อีกระยะหนึ่ง!”
“พ่ะย่ะค่ะองค์หญิง!”
ขณะเดียวกัน จู่ๆ นายพลเลือดท่วมกายก็คลานเข้ามา เมื่อมาถึงโถงก็มีน้ำตาเอ่อล้นไหลอาบรวมกับเลือดบนใบหน้า
“นั่นใคร?” เฟิงจี้สิงตะโกน “หยาบคายยิ่งนัก!”
นายพลผู้นั้นเช็ดน้ำตาและกล่าวว่า “ข้าเองจางจง ผู้บัญชาการกองทหารม้าเหล็กแห่งกองทัพองครักษณ์ ท่านจำข้าไม่ได้แล้วหรือ?”
“ผู้บัญชาการจางจง?”
เฟิงจี้สิงอดไม่ได้ที่จะยิ้ม “เหตุใดจึงอยู่ในสภาพเช่นนี้? นักรบกองทัพองครักษณ์ต่างเป็นทหารของราชวงศ์ฉิน ทว่าเจ้ากลับอยู่ในสภาพน่าเวทนาเหลือเกิน!”
จางจงส่งเสียงร้องขณะที่ดึงกระดาษเปื้อนเลือดออกจากแขนด้วยมือสั่นเทา “กระหม่อมฉวยโอกาสคว้าม้วนหนังสือของนกส่งสารจักรวรรดิจากความ