ร่งทางกายภาพและปราณไว้”
หลินมู่อวี่พยักหน้า “ข้าเข้าใจแล้วพี่ฉู่”
ตามดังฉู่ฮว๋ายเหมี่ยนกล่าว กองทัพค่ายเขาเหินเข้าจู่โจมอย่างดุเดือดกว่าครึ่งชั่วโมงแล้ว และยังไม่รู้ว่าจะสามารถฝ่าวงล้อมออกไปเมื่อใด เดิมทีสงครามเป็นดั่งศิลปะ ทว่าสงครามครานี้แตกต่างออกไป ผู้ที่อยู่รอดเป็นคนสุดท้ายคือผู้ชนะ ฉู่ฮว๋ายเหมี่ยนฉลาดและเข้าใจความจริงอย่างลึกซึ้งถึงการสังหารคนหมู่มากด้วยกำลังที่น้อยที่สุด
หลินมู่อวี่ผ่อนคลายพลังและปราณยุทธ์อย่างเชื่องช้า และจะสังหารศัตรูด้วยพลังกายเท่านั้น ซึ่งไม่ใช่เรื่องยากสำหรับหลินมู่อวี่ เนื่องจากกระบี่วิญญาณมังกรคมมาก อีกทั้งม้าศึกเจี๋ยดี่ก็ปกคลุมไปด้วยเกราะเหล็ก หลินมู่อวี่พุ่งออกไปสังหารด้วยคมกระบี่วิญญาณมังกรทำให้จำนวนทหารค่อยๆ ลดลง
เฟิงจี้สิงกล่าวว่า ในสงครามนั้น…พลังอำนาจเป็นสิ่งไม่แน่นอน สงครามเปรียบดั่งเครื่องบดเนื้อขนาดใหญ่ ไม่ว่าคนผู้นั้นจะแข็งแกร่งเพียงใด สุดท้ายก็ต้องสูญเสียความแข็งแกร่งและชีวิตในสงคราม พลังของจอมยุทธ์ขอบเขตนภาอาจเทียบเท่าทหารร้อยคน ส่วนจอมยุทธ์ขอบเขตปราชญ์เทียบเท่าทหารหนึ่งพันนาย ขณะที่ขอบเขตเทวะเทียบเท่ากับทหารหนึ่งหมื่นนาย กระนั้นหากต้องสังหารคนมากมายถึงเพียงนี้ ความแข็งแกร็งที่มีอาจเหือดหายไป ขอบเขตปราชญ์และขอบเขตเทวะที่สูญเสียปราณยุทธ์จนหมดสิ้น ก็คงไม่แตกต่างอะไรกับมนุษย์ธรรมดา…
กองทัพค่ายเขาเหินนำโดยหลินมู่อวี่และฉู่ฮว๋ายเหมี่ยนพุ่งตัวโ