“พวกมันไม่ได้บุกเข้าโจมตีเมืองอย่างไร้สติ แต่กลับใช้เครื่องยิงหินถล่มกำแพงเมืองจนได้รับความเสียหายหลายจุด หากยังคงเป็นเช่นนี้ต่อไป…เมืองหลันเยี่ยนคงรองรับได้ไม่นานและพังทลายลงในที่สุดพ่ะย่ะค่ะ”
“ยังมีเรื่องน่ากังวลอีกพ่ะย่ะค่ะ” เฟิงจี้สิงกล่าว
ฉินอินชะงัก “เรื่องใดหรือผู้บัญชาการเฟิงจี้สิง?”
“เรามีอาหารเลี้ยงม้าไม่พอพ่ะย่ะค่ะ”
เฟิงจี้สิงกล่าวต่อ “กองทัพองครักษ์มีทหารม้าหนึ่งหมื่นนาย ทัพเขาเหินหนึ่งหมื่นเจ็ดพันนาย รวมกับม้าจากทัพไพรสัณฑ์อีกสี่พันตัว ม้าทั้งหมดสามหมื่นตัวในเมืองหลันเยี่ยนต้องการเสบียงอาหาร ทว่าพื้นที่ให้อาหารรอบเมืองกว่าสิบเก้าหลา ถูกพวกทหารอาสาเข้ายึดครองเรียบร้อยแล้ว ภายในรุ่งสางพรุ่งนี้อาหารที่มีอยู่จะหมด อีกนัยหนึ่งคือไม่เกินมะรืนนี้จะไม่มีทหารม้าอีกต่อไปพ่ะย่ะค่ะ”
“ได้อย่างไรกัน…” ฉินอินเคร่งเครียด “หากไม่มีทหารม้า เราจะไม่มีกองกำลังสู้กลับได้อีก”
“ใช่แล้วพ่ะย่ะค่ะ” เฟิงจี้สิงกล่าวพลางยิ้มหัวเราะ
“ผู้บัญชาการเฟิง ท่านหัวเราะด้วยเหตุใดกัน?” ฉินอินถาม
เฟิงจี้สิงประสานกำปั้นคำนับก่อนจะตอบ “กระหม่อมหัวเราะ เพราะไม่เพียงแต่อาหารเลี้ยงม้าของเราไม่เพียงพอ ทว่าของพวกมันก็เช่นเดียวกันพ่ะย่ะค่ะ เท่าที่กระหม่อมทราบ…พวกมันใช้คนสามแสนห้าหมื่นคนล้อมรอบเมืองหลันเยี่ยนอยู่ กองทัพใหญ่เพียงนั้นต้องใช้เสบียงจำนวนมาก หากจะใช้เสบียงจากมณฑลดาราที่อยู่ไกลจากภูเขาและน้ำก็ค่อนข้างลำบาก