่อเสียงรัวกลองศึกดัง การเดินทางไปยังตะวันออกก็เริ่มต้นขึ้น
ฉินจิ้นสวมชุดเกราะทองพร้อมกับกระบี่ไร้วิญญาณ์ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งอำนาจในจักรวรรดิ ด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มเขาหัวเราะอย่างสนุกสนานกับฉินฮว๋าย ในขณะที่ฉินอินผู้เลอโฉมกำลังทำสีหน้าอมทุกข์
“เสี่ยวอิน เจ้าอย่าได้คิดมากเลย ฝ่าบาทต้องกลับมาแน่นอน”
ฉินจิ้นหันไปมองลูกสาว “ระหว่างที่พ่อเดินทางไปตะวันออก เจ้าจงดูแลงานหลวงให้ดี จำไว้ว่าหากเจ้าติดขัดประการใด จงเอ่ยถามผู้เฒ่าชวีฉู เหล่ยหงและอวี้เซียง ทุกคนเป็นขุนนางของเจ้า…พวกเขาล้วนมีความคิดเห็นดีๆ ให้เจ้าเสมอ งานทหารก็อย่าได้ละเลย เฟิงจี้สิง ฉู๋ฮว๋ายเหมี่ยนและฉินเหลยอยู่ใต้การควบคุมของเจ้า รวมไปถึงกองทัพทั้งหมดที่คอยอารักขาเมืองนี้ต่างก็ต้องการคำแนะนำอย่างมาก”
เจ้าค่ะเสด็จพ่อ ดูแลตัวเองด้วยนะเจ้าคะ”
“ไม่ต้องห่วง!”
ฉินจิ้นยิ้มและพยักหน้าก่อนจะหันไปหาหลินมู่อวี่ “อาอวี่ ปกป้องน้องสาวของเจ้าและรอข้ากลับมาจากตะวันออก เข้าใจหรือไม่?”
หลินมู่อวี่คำนับทันที “อย่าห่วงเลยขอรับเสด็จพ่อ ข้าจะดูแลน้องให้ดีที่สุด”
“อืม เท่านี้ข้าก็วางใจ”
ฉินจิ้นยิ้มก่อนจะตะโกน “ต่งซุน ออกเดินทางได้!”
เสียงกลองศึกรัวขึ้นอีกครั้ง กองทัพทหารม้าจากเทียนฉงสามหมื่นนายเริ่มออกเดินทาง ด้วยจำนวนที่ใช้เดินทางจากเก้าหมื่นนายที่มีอยู่ก็แสดงให้เห็นแล้วว่าต่อให้มีจำนวนน้อยแต่ก็แข็งแกร่งเพียงใด ทั้งหมดมุ่งหน้าไปทางตะวันออกโดยมีกองทั