ันจึงต้องอยู่วิหารรอไปก่อน…
…
วันต่อมา หลินมู่อวี่เข้าร่วมการชุมนุมที่ตำหนักเจ๋อเทียนช่วงเช้าในฐานะแม่ทัพพิทักษ์เมือง มีข่าวอันน่าตกใจส่งมาถึงจักรพรรดิ เจิ้งอี้ฝานส่งสาส์นมาขอลาออกจากกองทัพเพื่อกลับไปใช้ชีวิตที่บ้านเกิด ซึ่งฉินจิ้นเห็นชอบโดยไม่ขัดอันใด ขณะที่ทุกคนยังอยู่กับจักรพรรดิในตำหนัก เสินโหวเจิ้งอี้ฝานก็เก็บของเตรียมย้ายไปอยู่บ้านเกิดที่มณฑลเชียนชู่แล้ว
ด้วยเหตุนี้…ท้องฟ้าเมืองหลันเยี่ยนเริ่มเปลี่ยนไป กองกำลังต่อต้านที่เคยนำโดยเจิ้งอี้ฝาน บัดนี้ได้สูญเสียเสาหลักที่คอยค้ำยันไปแล้ว หลินมู่อวี่ ฉู่ฮว๋ายเหมี่ยน จางเหว่ยและยอดฝีมือคนอื่นๆ ของฉินจิ้นจึงได้รับกำลังทหารเพิ่ม เท่านี้เมืองหลันเยี่ยนทั้งหมดก็ตกอยู่ในมือของตระกูลฉินอย่างสิ้นเชิงแล้ว
ในห้องโถงใหญ่ ฉินฮว๋ายที่ถือดาบอยู่ในมือเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้ม “ท่านพี่จักรพรรดิ ช่วงนี้ข้ารู้สึกไม่ค่อยดี คงเป็นเพราะอยากไปตกปลากับท่านพี่อีกกระมัง?”
ฉินจิ้นหัวเราะ “น้องข้าช่างมีอารมณ์สุนทรีย์เสียจริง ตอนนี้ข้ากำลังยุ่งอยู่กับงานของกระทรวงต่างๆ ข้าคงไม่มีเวลาไปที่ใด เว้นเสียแต่เจ้าจะช่วยข้าทำงาน…ข้าจึงจะไปตกปลากับเจ้าได้”
“โอ้ ว่าอย่างไรนะ?” ฉินฮว๋ายกล่าว แม้จะเป็นถึงราชาแห่งสันติ ทว่าฉินฉว๋ายในไม่มีอำนาจทางทหารเลย ในวันที่ฉินจิ้นขึ้นครองราชย์ เขายกอำนาจทางทหารทั้งหมดให้ฉินจิ้นโดยไม่สนเรื่องการเมืองใดๆ ช่างสมกับชื่อราชาแห่งสันติแห่งเมืองหลันเ