กและมาเพื่อเจรจา!”
หลินมู่อวี่ยืนขึ้นพร้อมผ้าคลุมปลิวไสวอย่างสง่างาม “ข้าเป็นองครักษ์หลินมู่อวี่ ว่ามา!”
จิ้งจอกหนุ่มเงยหน้ามองหลินมู่อวี่และพูดว่า “เมื่อคืนท่านลักพาตัวจิ้งจอกสาวจากเผ่าพันธุ์ของเราใช่หรือไม่?”
“ใช่…แล้วทำไม?”
จิ้งจอกหนุ่มกัดฟัน “หลินมู่อวี่ กองทัพของพวกเราตัดสินใจสงบศึก ท่านยินดีหรือไม่?”
“หากท่านต้องการ ท่านก็สงบศึกไปฝ่ายเดียว? เช่นนั้นเกี่ยวอะไรกับจักรวรรดิฉิน?” หลินมู่อวี่เลิกคิ้วถาม
“แล้วเจ้าต้องการสิ่งใด?!”
“ข้าต้องการพบปราชญ์จิ้งจอกของท่านเพื่อเจรจาการสงบศึกด้วยตนเอง”
“ตกลง!” จิ้งจอกหนุ่มตอบโดยไม่คิด “หลังจากนี้หนึ่งชั่วโมง จงออกไปนอกประตูเมืองระยะหนึ่งไมล์ ท่านนักปราชญ์จะรออยู่ที่นั่น อยู่ที่เจ้าแล้วว่าจะกล้ามาหรือไม่ และจงพาหงหลัวมาด้วย”
“อืม ข้าจะไป”
หลินมู่อวี่หันกลับและกระโดดลงจากป้อมปราการ ก่อนจะปัดเศษดินออกจากหัวเข่า
เว่ยโฉวกล่าวเสียงนิ่ง “ท่านแม่ทัพ มิใช่ว่ามันอันตรายเกินไปที่จะออกไปเจรจาสงบศึกคนเดียวหรือขอรับ?”
“ไม่เป็นไร เจ้าเพียงนำทหารหนึ่งร้อยนายตามข้าไกลๆ”
“ขอรับ!”
…
หลินมู่อวี่ขี่ม้าออกจากประตูเมืองอย่างเชื่องช้าพร้อมถือกระบี่วิญญาณมังกร ขณะเดียวกันก็จูงม้าที่มัดหงหลัวไว้บนนั้น ทันทีที่หลินมู่อวี่ออกมา เขาก็ได้กลิ่นเหม็นคาวตลบอบอวล การต่อสู้ผ่านมาสิบวันแล้ว ศพที่นอนตายเกลื่อนกลาดด้านใต้ของเมืองเป็นจุดสะสมของแมลงวันที่มาตอมและวางไข่ในฤดูใบไม้ผลิ