ะโยชน์อะไรกับการสร้างขวัญกำลังใจให้เจ้าผู้เดียว? จำไว้ว่าเจ้าเป็นทหารแห่งจักรวรรดิ ไม่มีผู้ใดในใต้บังคับบัญชาของข้าสามารถขัดขืนคำสั่ง เข้าใจหรือไม่?”
“ขอรับท่านแม่ทัพ!”
หลินมู่อวี่เหลือบมองหงหลัวด้วยสายตาเย็นชาและกล่าวว่า “เจ้าถูกกักตัวไว้ที่ค่ายนี้ชั่วคราว ข้าจะตัดสินใจเรื่องการจัดการเจ้าภายหลังเมื่อสงครามสิ้นสุด”
หงหลัวมองหลินมู่อวี่ด้วยสายตาว่างเปล่าและมิได้พูดสิ่งใด
…
ในวันรุ่งขึ้นตามดังคาด เผ่าพันธุ์งูเกือบสี่หมื่นตัวเข้าโจมตีเมือง ทุกคนต่อสู้กันอย่างดุเดือดตลอดช่วงเช้า และได้รับความเสียหายทั้งสองฝ่าย ทว่าหลินมู่อวี่มองอีกฝ่ายอย่างทะลุปรุโปร่ง ตราบใดที่ทหารแห่งจักรวรรดิไม่ออกจากเมือง เผ่าพันธุ์อสูรก็ไม่สามารถทำอะไรพวกเขาได้ ในแง่ของความสามารถในการล้อมเมือง…เผ่าพันธุ์อสูรนั้นด้อยกว่ามาก พวกมันไม่มีแม้แต่บันได และต้องอาศัยสัญชาตญาณสัตว์ร้ายในการโจมตีเมืองเท่านั้น เมื่อหลินมู่อวี่โจมตีด้วยไฟ พวกมันก็แตกกระเจิงและเต็มไปด้วยหวาดกลัวทันที กองทัพเช่นนี้สามารถทำลายได้อย่างง่ายดาย เป็นเรื่องแปลกที่เมืองหน้าด่านกลับพ่ายแพ้…
ในช่วงบ่ายมีเสียงแตรสงครามดังขึ้น จากนั้นกองทัพเผ่างูก็ถอยกลับราวกับกระแสน้ำ
ประมาณครึ่งชั่วโมงถัดมา มีชายถือธงขาวขี่ม้าเข้ามาจากระยะไกล ชายผู้นั้นมาจากเผ่าพันธุ์จิ้งจอก เขามีหูและหางจิ้งจอก ทว่ามีเพียงสองหางเท่านั้น จิ้งจอกสวมชุดเกราะตนนั้นตะโกนดัง “ข้าเป็นทูตจิ้งจอ