าทกักขังเจ้าไว้เพื่อแสดงให้หลานกงเห็นว่าพระองค์เคารพเขา หากหลางกงไม่ยกโทษให้เจ้า คิดหรือว่าฝ่าบาทจะปล่อยเจ้า? ทว่าตอนนี้เป็นโอกาสที่จะได้ออกไปด้านนอก!”
“หมายความว่าอย่างไร?”
“เจ้ารู้เรื่องการต่อสู้ที่เมืองหน้าด่านอสูรใช่หรือไม่?”
“อืม”
“เมืองชีไห่ส่งกองกำลังมาหนึ่งแสนนายเพื่อเป็นกำลังเสริมที่เมืองอสูร ฝ่าบาททรงประสงค์ให้อวี่เหวินเซี่ยเป็นแม่ทัพบัญชาการทหารหนึ่งแสนสี่หมื่นนายต่อต้านกองทัพอสูรสองแสนตน ทว่าผ่านไปเพียงชั่วโมงเดียว ผู้ส่งสารกลับใสรายงานยังเมืองหลันเยี่ยนว่า อวี่เหวินเซี่ยพ่ายแพ้ต่อกองทัพอสูร ทหารเกือบเจ็ดหมื่นนายที่ออกจากเมืองไปไม่มีใครกลับเข้ามาอีกเลย พวกเขาถูกศัตรูสังหารจนหมดสิ้น แม้แต่นายพลแนวหน้าก็ไม่รอด”
“นี่…” หลินมู่อวี่ขมวดคิ้ว “นี่มันอะไรกัน?!”
เฟิงจี้สิงยิ้ม “อวี่เหวินเซี่ยอายุมากแล้ว…เขาไร้ประโยชน์และหัวแข็ง ท่ามกลางแม่ทัพจำนวนมากในเมืองหลันเยี่ยน ข้าเฟิงจี้สิงจำเป็นต้องปกป้องเมืองหลวง ฉู่ฮว๋ายเหมี่ยนอยู่ที่ค่ายเขาเหินเพื่อฝึกฝนกองทัพนี้ซึ่งเดิมมิได้อยู่ใต้อำนาจองค์จักรพรรดิ ฉินเหล่ยนั้นกล้าหาญ แต่ก็มีเพียงความกล้าหาญและไร้หลักการ เจ้าเป็นผู้เดียวที่แสดงให้เห็นถึงความชาญฉลาดในกลยุทธ์เมื่อครั้งที่ปะทะกับหลงเซียนหลิน ณ ภูเขาขวานไฟ ดังนั้นเจ้าจะต้องยุติสงครามที่เมืองหน้าด่านอสูรด้วยกลยุทธ์พิเศษภายในเวลาสามวัน ฝ่าบาททรงออกพระบรมราชโองการให้เจ้าออกจากคุก คงมาถึงใน