ุ่มละหนึ่งร้อยคน แยกกันไปพร้อมกับกลองรบและคบเพลิง หากเผชิญหน้ากับสัตว์วิญญาณที่แข็งแกร่งให้จุดคบเพลิงทันที พวกมันกลัวไฟ อีกทั้งเสียงกลองจะช่วยทำให้พวกมันตกใจ ที่สำคัญอย่าแตกกลุ่มและรีบหาองค์หญิงซีให้พบโดยเร็ว”
“ขอรับ!” จางเหว่ยพยักหน้า
ชวีฉูหยิบม้วนแผนที่จากแขนเสื้อออกมากาง “หากตรงไปเราจะพบกับบึงโลหิตอันเลื่องลือ เป็นบึงที่เต็มไปด้วยไอพิษ เราจะผ่านไปทางนั้นหรือไม่?”
“บึงโลหิตหรือ?”
ฉินอินเอ่ยขึ้นด้วยสายตาจริงจัง “สั่งให้กองทัพปักหลักอยู่ด้านนอก ส่วนท่านผู้เฒ่าชวีตามข้าไปยังบึงโลหิต!”
“องค์หญิงจะไปบึงจริงหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
“อืม”
ฉินอินหันมองชวีฉูพลางกล่าวต่อ “ข้ามีเลือดมังกรอยู่ในตัว ไอพิษเหล่านั้นทำอะไรข้าไม่ได้ ขณะที่เรามีกันหลายคน ทว่าเสี่ยวซีกำลังตัวคนเดียวในป่าแห่งนี้ ไม่รู้ว่านางจะเป็นตายร้ายดีอย่างไร…ท่านผู้เฒ่าชวีไปกับข้าเถิด”
“ตามรับสั่งพ่ะย่ะค่ะ!” ผู้เฒ่าชวีพยักหน้า
…
เฟิงจี้สิงกระชับดาบสะบั้นวาโยของตนก่อนออกคำสั่งให้ทุกคนประจำอยู่กับที่ บึงโลหิตเบื้องหน้านั้นประหนึ่งแดนทรมาน น้ำในบึงเป็นสีเลือดและต้มเดือดอยู่ตลอดเวลา บางครั้งก็มีสัตว์พิษเช่นงูหรือแมงป่องเพ่นพ่านไปมาอย่างน่าสยดสยอง แม้วิชายุทธ์ของเฟิงจี้สิงจะอยู่ระดับสูง ทว่าเขาไม่ได้มีร่างต้านพิษจึงไม่อยากเสี่ยง
ฉินอินลงจากม้าและเดินเข้าไปในบึงโลหิต โซ่เทวะก็ปรากฏขึ้นรอบตัวช่วยป้องกันไอพิษ ชวีฉูเองก็เรียกวิญญาณยุทธ์ของตนออกม