นองใบหน้า “เสด็จพ่อทำเช่นนี้ได้อย่างไร…นั่นคือเสี่ยวซีนะเพคะ! ในพระทัยของเสด็จพ่อมีเพียงแผ่นดินที่สำคัญจนสามารถเพิกเฉยต่อชีวิตของเสี่ยวซีเลยหรือ?”
ฉินจิ้นขมวดคิ้ว “เสี่ยวอิน เมื่อเจ้าเติบโตขึ้นจะรู้เองว่าควรเลือกสิ่งใด มันเป็นการเติบโตที่ขมขื่น”
“นี่เรียกว่าเลือดเย็น มิใช่เติบโตเพคะ!” ดวงตาฉินอินพลันเปลี่ยนเป็นเย็นชา “หากเสด็จพ่อตัดสินพระทัยเช่นนี้ เสี่ยวอินก็ขอตัว…”
“เดี๋ยว! นั่นเจ้าจะไปไหน?” ฉินจิ้นเอ่ยถามอย่างตกใจ
ทว่าฉินอินหันกลับออกไปโดยตอบอะไรกลับมา นางพลันควบม้าออกนอกตำหนักเจ๋อเทียนตามลำพัง
“น…นี่มันออกมาตรงกันข้ามเลย!” ฉินจิ้นขบฟันแน่น
เฟิงจี้สิงรีบประสานหมัดและกล่าวว่า “ฝ่าบาท ให้กระหม่อมไปป่าล่ามังกรด้วยหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?”
“อืม รีบไปซะ เพื่อความปลอดภัยขององค์หญิงอิน”
“พ่ะย่ะค่ะ!”
ฉินจิ้นไม่พอใจอย่างยิ่ง เขาหันกลับไปกล่าวกับชวีฉู่ “อาวุโสฉู่ เจ้าเป็นอาจารย์ขององค์หญิง รีบออกไปและปกป้องนางซะ!”
“พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมจะไปเดี๋ยวนี้”
เจิ้งอี้ฝาน ชวีฉู่ เฟิงจี้สิง และคนอื่นๆ ทยอยออกจากตำหนักเจ๋อเทียน กระทั่งทุกอย่างเงียบสงบลง ใบหน้าฉินจิ้นเต็มไปด้วยความเจ็บปวด ก่อนจะพึมพำว่า “ฉินเหลย เจ้ารับหน้าที่ดูแลกองทัพแห่งจักรวรรดิในการปกป้องความปลอดภัยของเมืองหลวงชั่วคราว ฉู่ฮว๋ายเหมี่ยนนำกองทัพห้าพันนายออกไปยังป่าล่ามังกรเพื่อตามหาถังเสี่ยวซีซะ!”
“พ่ะย่ะค่ะ!” ฉินเหลยประสานหมัดอย่างเคารพ
ฉู่ฮ