นถึงจะแก่แต่ก็ยังแข็งแรงนะขอรับ ถึงจะเป็นงานที่ลำบากสักหน่อย ต่อเมื่อแล้วเสร็จท่านก็จะได้ไปเมืองหลันเยี่ยนเสียที องค์จักรพรรดิต้องพอพระทัยมากเป็นแน่”
ซูมู่หยุนประสานกำปั้นคำนับทางไปอีกทาง “เป็นพระมหากรุณาธิคุณยิ่งพ่ะย่ะค่ะ!”
ซูฉินกล่าว “วันนี้เราเหนื่อยกันมามาก หยุดพักกันที่เมืองห้าหุบเขานี้สักคืนแล้วค่อยไปเข้าเฝ้าฝ่าบาทพรุ่งนี้เช้าดีหรือไม่?”
“ดีเลย” เฟิงจี้สิงยิ้ม “ข้าเห็นด้วยกับท่านแม่ทัพ!
“ดีมาก เช่นนั้นคืนนี้เราจะเลี้ยงฉลองกัน ไม่เมาไม่กลับ!”
“ขอรับ!”
…
พลบค่ำมาเยือน หิมะที่ตกหนักได้สงบลงแล้ว เผยให้เห็นดวงอาทิตย์ที่กำลังลับขอบฟ้าทอแสงสะท้อนเข้าไปในโถงใหญ่ของจวนผู้ว่า ฉินอินนั่งอยู่บนเก้าอี้ด้วยท่าทีเกียจคร้านก่อนจะเปิดดูเอกสารบนโต๊ะเบื้องหน้า แม้แต่ท่วงท่าขี้เกียจยังดูสง่างามอย่างมากจนหลินมู่อวี่ เฟิงจี้สิง และซีกงฝานเผลอกลืนน้ำลายพร้อมกัน
“ท่านพี่มานี่สิเจ้าคะ…” ฉินอินเรียกด้วยรอยยิ้ม
หลินมู่อวี่เดินมาหยุดอยู่ตรงเก้าอี้อีกฝั่ง ในมือยังถือหมวกเหล็กอยู่พลางเอ่ยถาม “มีสิ่งใดจะคุยกับข้าหรือเสี่ยวอิน?”
“ช่วยข้าดูหน่อยเจ้าค่ะ”
“ได้สิ”
เมื่อหลินมู่อวี่เข้ามาใกล้ ฉินอินก็คว้ามือเขามาจับพลางยิ้มเอ่ย “ดูรายงานทางทหารพวกนี้สิเจ้าคะ เมืองห้าหุบเขาแต่เดิมมีทหารกว่าแสนสองร้อยนาย ทว่าเหตุใดตอนนี้จึงเหลือเพียงหกหมื่นเองเล่า?”
“ถูกต้องแล้ว”
หลินมู่อวี่พยักหน้า “การรบรอบแรกนอกเมืองห้าหุบเขา กอ