ั้นได้โปรดให้อภัยที่ข้าล่วงเกินด้วยขอรับ ท่านอยากให้ข้าชดใช้ด้วยสิ่งใดหรือไม่?”
หลินมู่อวี่ไม่โต้ตอบอันใด
เป็นเวลาเดียวกับฉินอินที่เปิดผ้าคลุมหัว เผยให้เห็นใบหน้าอันงดงามจนผู้ได้เห็นตกตะลึงก่อนจะเอ่ย “ให้ข้าลองคุยดูได้หรือไม่?”
ทุกคนอ้าปากค้าง หัวหน้ากองกลืนน้ำลายเฮือกเอ่ยขึ้นด้วยเสียงแหบแห้ง “ข้า…ข้าเคยพบท่าน…องค์หญิงฉินอิน!”
ฉินอินพยักหน้า “หากเจ้ารู้จักข้าอยู่แล้วก็ดีเลย…”
กองทหารลาดตระเวนคุกเข่าลงโดยพลัน แม้แต่ทหารม้าที่ผ่านไปมาบริเวณนั้นเมื่อได้ยินชื่อฉินอินก็พร้อมใจกันคุกเข่าจนเต็มสองฝั่งถนน
หลินมู่อวี่ที่ยืนอยู่ข้างฉินอินปลาบปลื้มใจอย่างบอกไม่ถูก ความรู้สึกของการมีอำนาจเป็นเช่นนี้นี่เอง…
…
“ลุกขึ้นเถิด…”
ฉินอินยิ้มพลางยกมือขึ้นเป็นเชิงบอกให้ลุกก่อนจะกล่าวต่อ
“สาเหตุที่ข้าปลอมตัวเข้าเมืองหยาดสายัณห์ครั้งนี้ เพราะข้ามีเรื่องสำคัญอยากปรึกษาท่านปู่ พวกเจ้ากลับขึ้นม้าและอย่าได้เอ่ยสิ่งใด พาข้าเข้าเมืองไปพบท่านก็พอ”
“รับทราบพ่ะย่ะค่ะ!” หัวหน้ากองตอบรับก่อนจะจูงบังเหียนม้าของฉินอินไป “ข้าน้อยจะจูงม้าให้เองพ่ะย่ะค่ะ!”
ฉินอินยิ้มรับ “อย่าเลย ทำเสมือนข้าเป็นหนึ่งในกองทหาร อย่าให้ใครรู้ว่าเป็นข้า”
“ตามบัญชาพ่ะย่ะค่ะ!”
“ท่านพี่ขึ้นม้าเถิดเจ้าค่ะ เราจะเข้าเมืองกันแล้ว” ฉินอินหันไปหาหลินมู่อวี่
หลินมู่อวี่รู้สึกปลอดภัยออย่างมากจากการคุ้มกันของทหารม้าโดยรอบ และเดินทางเข้าเมืองไปอย่างช้าๆ
เ