ว่าพวกเขามีหน้าที่ป้องกันป้อมปราการเขตชายแดนมณฑลชีไห่…ข้าเกรงว่าคงไม่เหมาะที่จะส่งพวกเขาไปรบ ฝ่าบาททรงทราบดีว่าชางหลานกงมีกองกำลังกว่าสองแสนนายในเมืองชีไห่ หากเรานำกองทัพทะลวงนภาไป…กองทหารของชางหลานกงอาจบุกเมืองหลันเยี่ยนผ่านชายแดน…”
ฉินจิ้นหายใจเข้าลึกก่อนกล่าวว่า “เรื่องนี้…ข้าทราบดี ทว่าชางหลานกงนั้นภักดีและอุทิศตน เขาคงไม่คิดก่อกบฏ อีกทั้งเสี่ยวซีอยู่ในเมืองหลันเยี่ยนมิใช่หรือ?”
“เสี่ยวซีนั้น…”
เฟิงจี้สิงหยุดพูด ก่อนจะรีบประสานมือกล่าว “กระหม่อมเพียงให้คำแนะนำ สำหรับเรื่องการตัดสินพระทัยคงต้องขึ้นอยู่กับฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ”
“ฉินเหลย เจ้าคิดว่าอย่างไร?” ฉินจิ้นหันมองฉินเหลย
ฉินเหลยไม่ลังเลและกล่าวอย่างตรงไปตรงมา “แม้เสี่ยวซีจะเข้าออกเมืองหลันเยี่ยนอย่างอิสระ ท่านถังหลานก็ปล่อยให้เสี่ยวซีอยู่ในเมืองหลันเยี่ยนมาตลอดหลายปีเพื่อแสดงความภักดีต่อฝ่าบาท การที่ปล่อยให้หลานรักมาเช่นนี้ก็เป็นการอธิบายทุกสิ่ง ส่วนกองทัพมังกรจุตินั้นปกป้องสุสานเพียงในนาม ทว่าแท้จริงแล้วพวกเขาทำงานร่วมกับทหารอวี้หลินปกป้องเมืองหลวง ดังนั้นกระหม่อมคิดว่าเราไม่สามารถส่งกองทัพมังกรจุติไปรบได้ กระนั้นเราสามารถแบ่งทหารบางส่วนของกองทัพทะลวงนภาให้หลินมู่อวี่ได้พ่ะย่ะค่ะ”
ฉินจิ้นยิ้มพึงพอใจ “อืม นี่ฟังดูดี เมื่อเป็นเช่นนี้…ข้าจะรีบมอบราชโองการแก่อาอวี่เพื่อนำไปชายแดนมณฑลชีไห่เพื่อขอทหารฝีมือดีสองหมื่นนายจากแม่ทัพตู้ไห่