มดในรัศมีห้าร้อยไมล์จากเมืองหลันเยี่ยน!”
เฟิงจี้สิงกล่าว “ฝ่าบาท การกำจัดสำนักอัศวินในมณฑลหลิงเป่ยนั้นไม่เพียงพอ เราควรส่งกองกำลังไปมณฑลตี่ฉิง มณฑลชางหนาน มณฑลชีไห่ และมณฑลเทียนชู่ด้วย เราจำเป็นต้องกำจัดสำนักอัศวินบริเวณทางเหนือของเทือกเขาฉินทั้งหมดโดยเร็วพ่ะย่ะค่ะ!”
“อืม”
ฉินจิ้นหรี่ตาลง “อาอวี่ เจ้าเป็นผู้บัญชาการรังอินทรี และขณะนี้เป็นฤดูหนาวจึงมีภารกิจน้อย เจ้ายินดีที่จะไปปราบปรามกบฏในมณฑลชางหนานเพื่อเสด็จพ่อหรือไม่?”
“กระหม่อมยินดีพ่ะย่ะค่ะ” หลินมู่อวี่โค้งคำนับ เขามิกล้าก้าวข้ามขอบเขตที่จะเรียกฉินจิ้นว่าเสด็จพ่อ แม้นั่นจะเป็นสิ่งที่ฉินจิ้นต้องการ หลินมู่อวี่รู้สถานะตัวเองดี ดังนั้นจึงถอยออกมาอย่างชาญฉลาด
ฉินเหลยด้านข้างพลันกล่าวขึ้น “ฝ่าบาท รังอินทรีมีทหารไม่ถึงสามพันนาย ส่วนมณฑลชางหนานมีทหารอย่างน้อยสามหมื่นนาย กระหม่อมเกรงว่ากองกำลังเล็กน้อยเช่นนี้จะไม่สามารถปราบปรามพวกกบฏได้!”
“แน่นอนข้าทราบเรื่องนั้น”
ฉินจิ้นลูบเคราพร้อมกล่าวด้วยรอยยิ้ม “มีทหารอวี้หลินเหลือเพียงสองหมื่นนายเท่านั้น และไม่สามารถส่งไปได้ ทว่ายังมีอีกสองกองทัพรอบเมืองหลันเยี่ยน กองทัพแรกคือกองทัพทะลวงนภาซึ่งมีทหารเก้าหมื่นนาย และอีกหนึ่งคือกองทัพมังกรจุติซึ่งคอยปกป้องสุสานราชวงศ์ เฟิงจี้สิงและฉินเหลย พวกเจ้าคิดว่าควรยกกองทัพไหนให้อาอวี่?”
เฟิงจี้สิงครุ่นคิดก่อนจะตอบ “แม้ว่ากองทัพทะลวงนภาจะมีทหารเก้าหมื่นนาย ท