ามสำนักอัศวิน ก็อาจจะขัดกับผลประโยชน์กับคนเหล่านั้นได้ และนั่นคงเป็นเหตุผลที่พวกเขาไม่ร่วมมือจัดการสำนักอัศวิน”
“อาอวี่ เราควรจัดการสำนักอัศวินอย่างไร?” ฉินจิ้นเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม
หลินมู่อวี่ประสานมือกล่าว “ควรส่งแม่ทัพไปรวบรวมกำลังพลก่อน หากแม่ทัพท้องถิ่นไม่เต็มใจจะส่งกองทัพเข้าร่วม เช่นนั้นคงต้องส่งแม่ทัพจากเมืองหลันเยี่ยนเข้าไปเจรจา”
ฉินจิ้นเลิกคิ้วข้างหนึ่ง “นั่น…เป็นความคิดไม่เลวเลย ทว่าเมืองหลวงมิได้มีแม่ทัพมากมายถึงเพียงนั้น อาอวี่เจ้าเป็นหนึ่งในแม่ทัพทั้งหมด ส่วนแม่ทัพฉู่ฮว๋ายเหมี่ยนได้รับบาดเจ็บ ขณะที่เฟิงจี้สิงต้องคอยปกป้องเมืองหลวง และฉินเหลยก็ต้องปกป้องตำหนักเจ๋อเทียน คนที่พอใช้ได้…ก็คงมีอวี่เหวินเหลี่ยนและหลิงเฟิงเท่านั้น?”
หลินมู่อวี่กล่าวด้วยรอยยิ้ม “แท้จริงแล้ว…จางเหว่ย หลัวเลี่ยและองครักษ์นายอื่นๆ ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาของเฟิงจี้สิงก็ถือว่าเป็นแม่ทัพที่แข็งแกร่ง ฝ่าบาททรงวางพระทัยให้พวกเขาทำงานสำคัญได้พ่ะย่ะค่ะ”
ฉินจิ้นเผยยิ้ม “ผู้บัญชาการเฟิง หลัวเลี่ยและจางเหว่ยไว้ใจได้เช่นอาอวี่กล่าวหรือไม่?”
เฟิงจี้สิงประสานมือกล่าว “พ่ะย่ะค่ะ คราที่กระหม่อมมิสามารถนำทัพ จางเหว่ยและหลัวเลี่ยสามารถออกคำสั่งโจมตีศัตรูได้เป็นอย่างดี”
“ดี!”
ฉินจิ้นตบพนักแขน “เช่นนั้นส่งราชโองการไป หลัวเลี่ยแหละจางเหว่ยจะได้เลื่อนขั้นเป็นแม่ทัพฝ่าย พวกเขาจักนำทหารอวี้หลินห้าพันนายโจมตีสำนักอัศวินทั้งห