่องมารยาทในการโต้ตอบ และการเลือกคบสหายเสียแล้ว”
จู่ๆ หลินมู่อวี่ก็ตบโต๊ะเสียงดังพร้อมคำราม “ถังปิน! พูดอีกสิหากแน่จริง!”
ถังปินพลันยิ้มแล้วยกแขนขึ้น “หลินมู่อวี่ต้องการจะต่อต้านข้าหรือ? นายพลหลี่ เรียกทหารมา! บอกพวกเขาว่าหลินมู่อวี่จากสี่วีรบุรุษแห่งเมืองหลันเยี่ยนและนายพลท่านอื่นต้องการเป็นศัตรูกับถังปินผู้นี้!”
นายพลหลี่ผิวปากทันที ก่อนจะมีกลุ่มคนเคลื่อนไหวออกมาจากชายป่า เสียงเท้าม้าดังก้องขณะที่ทหารม้าพันนายปรากฏตัวบนถนน แต่ละนายมีจิ้งจอกอัคนี้บนไหล่ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ประจำตระกูลถังแห่งเมืองชีไห่
“ที่แท้ก็นำกองทัพมาด้วย…”
หลินมู่อวี่ยกมือขึ้นขณะที่กล่าวด้วยรอยยิ้ม “ไม่แปลกใจเหตุใดจึงท่าทางหยิ่งยโสถึงเพียงนี้ หากรู้ว่าจะลงเอยเช่นนี้ข้าคงนำองครักษ์อวี้หลินมาด้วย จะดูสิว่าตระกูลถังแห่งเมืองชีไห่นั้นแข็งแกร่งดังที่ตำนานว่าไว้หรือไม่”
ถังปินเผยยิ้มจางๆ “น่าเสียดายที่ผู้บัญชาการหลินมิได้นำกองทำมาด้วย น่าเสียดายอย่างแท้จริง”
“ทว่าข้ายังมิได้ยอมแพ้เรื่องป้ายเหล็ก เช่นนั้นท่านจะทำอย่างไร?”
หลินมู่อวี่ลุกขึ้นยืนแล้วหันไปวางป้ายเหล็กประจำกูลถังลงบนฝ่ามือถังเสี่ยวซีพร้อมพูดทั้งรอยยิ้ม “ป้ายเหล็กนี้เป็นของเสี่ยวซีแล้ว ถังปิน หากท่านขโมยมันจากมือเสี่ยวซีด้วยกองทัพที่นำมา เช่นนั้นก็เท่ากับการขโมยทหารห้าหมื่นนายของเมืองชีไห่ที่เสี่ยวซีควบคุมใช่หรือไม่?”
ถังปินกล่าวอย่างเย็นชา “เสี่ยวซีเป็นน้องสาว