คนเล็กของข้า หยุดยั่วยุให้เราแตกคอกันเสียที”
หลินมู่อวี่ตอบกลับด้วยน้ำเสียงเย็นชา “เป็นเช่นนั้นหรือ? ถังปิน ท่านเกือบจะได้เป็นผู้สืบทอดแห่งเมืองชีไห่อยู่แล้ว เหตุใดจึงโลภมากเช่นนี้? จะไม่ยอมปล่อยมือจากป้ายเหล็กตระกูลถังที่เสี่ยวซีถือครองอยู่อย่างนั้นรึ?”
“หยุดพูดไร้สาระเดี๋ยวนี้! อย่ามาใส่ร้ายข้า!”
“ใส่ร้ายหรือ?” หลินมู่อวี่เลิกคิ้วข้างหนึ่ง “กล้าพูดไหมว่าท่านไม่เกรงกลัวความรักที่ชางหลานมีต่อเสี่ยวซีจะทำให้ท่านสูญเสียมรดกในฐานะคุณชาย? กล้าพูดไหมว่าท่านมิได้กังวลว่าเสี่ยวซีจะเป็นภัยคุกคามตน?”
“เจ้า…”
ใบหน้าถังปินแดงก่ำด้วยความโกรธและมิสามารถโต้แย้งสิ่งใดได้อีก นายพลหลี่ด้านหลังควบม้าเข้ามาพร้อมชักกระบี่ “คุณชายมิต้องพูดสิ่งใดกับมันอีก เพียงสั่งทหารม้าจู่โจมและสังหารไอ้หมาเลวตัวนี้เสีย โดยให้เหตุผลว่ามันเอาป้ายเหล็กตระกูลถังไปอย่างไม่ยุติธรรม เช่นนั้นแล้วแม้แต่ฝ่าบาทก็มิอาจพูดสิ่งใดได้”
ถังเสี่ยวซีรีบกางแขนขวางหน้าหลินมู่อวี่ ใบหน้าของนางโกรธเกรี้ยวขณะที่ตะโกนเสียงดัง “หลี่เหลียนอี้ช่างไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง บังอาจต่อต้านข้ารึ?”
หลี่เหลียนอี้ตะลึง
ขณะเดียวกันก็มีเสียงกีบม้าดังมาจากด้านหลัง ไม่นานกองทัพทหารอวี้หลินก็ปรากฏตัวขึ้น ผู้บัญชาการชักกระบี่ขึ้นพร้อมตะโกนจากระยะไกล “มีกองทัพนิรนามบุกเข้าเมืองหลันเยี่ยน ทหาร! เตรียมพร้อมรบ!”
…
มิใช่ใครอื่น นอกจากผู้บัญชาการกองพันและยังเป็นครูฝึก