กว่าจะเมา ตกลงไหม?”
“ตกลง!”
…
คืนนั้นพวกเขาดื่มกันจนเมาและไม่ได้กลับ กว่าทั้งสี่จะออกจากหอสดับพิรุณก็เป็นเวลาเช้าตรู่แล้ว ลมหนาวเหน็บพัดผ่าน ก็มิได้ทำให้พวกเขารู้สึกหนาวกายเลย พวกเขาแต่งบทกวีท่ามกลางแสงจันทร์ ฉินเหลยผู้หยาบกระด้างมิเคยแต่งบทกวีมาก่อน ขณะที่ฉู่ฮว๋ายเหมี่ยนและเฟิงจี้สิงมีทักษะอยู่บ้างจึงท่องบทกวีอย่าง ‘ค่ำคืนนี้ร่ำสุรา มาชายฝั่งจนรุ่งสาง ภายใต้สายลมและแสงจันทรา’ พวกเขาทั้งสี่เมามายอยู่บนชายฝั่งทะเลสาบซ่อนมังกรในเมืองหลันเยี่ยน
ในยามเช้าตรู่มีพวกอันธพาลเดินมาพบทั้งสี่และตกตะลึง
“พระเจ้า คนเหล่านี้คือจอมยุทธ์ในการประลองยุทธ์…พวกเขาได้รับสมญานามว่าสี่วีรบุรุษแห่งเมืองหลันเยี่ยน!”
“ชู่! พวกเขาเมาแล้ว เราควรค้นตัวพวกเขาไหม?”
“อืม เอาเลย!”
…
ดังนั้นเมื่อทั้งสี่ตื่นขึ้นมาก็พบว่าเหรียญทองถูกขโมยไปหมด โชคดีที่พวกหัวขโมยเหล่านั้นใจไม่ถึง จึงเอาไปเพียงเหรียญทองและเหรียญเงินเล็กน้อย และไม่กล้าแตะต้องธนบัตรทองคำของเฟิงจี้สิงด้วยซ้ำ มิเช่นนั้นผู้บัญชาการทหารอวี้หลินผู้นี้คงเลือดขึ้นหน้าเป็นแน่
เฟิงจี้สิงกุมหน้าผากพึมพำด้วยน้ำเสียงน่ารำคาญ “ไอ้สารเลวหน้าไหนกล้ามาขโมยถุงเงินของพยัคฆ์แห่งถนนทงเทียน…”
หลินมู่อวี่พูดเสริม “เหรียญทองกว่าร้อยเหรียญของข้าก็ถูกขโมยไป…”
ฉู่ฮว๋ายเหมียนหัวเราะ “แค่เงินหายไป แต่มีชีวิตอยู่ก็ดีแล้ว ข้าจะกลับไปนอนล่ะ”
“กลับกันเถิด คราวหน้าค่อยมาดื่มด้วยกันใหม่”