นานวันเข้าทั้งสองจะแข็งแกร่งขึ้นอย่างที่ไม่สามารถจินตนาการได้เลย”
ฉินจิ้นหรี่ตาและเอ่ยถาม “อาวุโสฉู่ เจ้ามีความคิดเห็นอย่างไรกับสองคนนี้หรือ?”
“กระหม่อม?”
ชวีฉู่พลันลูบเคราขาวก่อนกล่าวด้วยรอยยิ้ม “หากให้อาวุโสผู้นี้ออกความเห็นละก็…อนาคตของจักรวรรดิจะเกี่ยวข้องกับทั้งสอง ฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ หากให้ทั้งสองรับใช้แผ่นดิน จักรวรรดิฉินจะอยู่รอดปลอดภัย แต่หากว่าไม่ บางทีพวกเขาอาจนำความโกลาหลมาให้พ่ะย่ะค่ะ”
ฉินจิ้นตะลึง “เฟิงจี้สิงภักดีต่อข้าเสมอ เขาจะไม่ก่อกบฏใช่หรือไม่?”
ชวีฉู่หัวเราะ “ฝ่าบาททรงตระหนักเรื่องนี้ดีแล้ว เฟิงจี้สิงและหลินมู่อวี่เป็นดั่งหยกที่ไม่ได้เจียระไน เฟิงจี้สิงเป็นผู้มีความยุติธรรม ส่วนหลินมู่อวี่ก็ซื่อตรง ตราบใดที่ฝ่าบาทมิต่อต้านพวกเขา เช่นนั้นทั้งสองก็ไม่ต่อต้านฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ และอย่างที่กล่าว หากให้ทั้งสองรับใช้ จักรวรรดิฉินคงปกครองแผ่นดินไปได้อีกเป็นพันปี”
ฉินจิ้นแย้มพระโอษฐ์อย่างผ่อนคลายก่อนจะประสานมือ “ขอบคุณท่านอาวุโสฉู่ที่ชี้แนะ”
ชวีฉู่ประสานมือ “ฝ่าบาททรงเคารพอาวุโสผู้นี้เกินไปและไม่จำเป็นต้องอ่อนน้อมกับกระหม่อมเลยพ่ะย่ะค่ะ มิเช่นนั้นกระหม่อมคงมิกล้าชี้แนะสิ่งใดอีก”
ฉินจิ้นแย้มพระโอษฐ์ “ท่านอาวุโสฉู่ถ่อมตนเกินไปแล้ว…จริงสิ หากท่านฉู่ไม่รังเกียจจะอยู่ในตำหนักเจ๋อเทียนเป็นเวลานาน ข้าขอฝากฝังให้ท่านเป็นที่อาจารย์คอยชี้นำการฝึกยุทธ์และคุณธรรมแก่เสี่ยวอินได้หรือไม่?”
ชว