างหลินมู่อวี่อย่างรวดเร็วราวกับผีเสื้อโบยบิน “ท่านมิได้บอกเสี่ยวอินว่าจะเข้ามาที่ตำหนัก โชคดีที่เสด็จพ่อบอกข้า!”
เสี่ยวอินเกาะแขนหลินมู่อวี่อย่างรักใคร่ เว่ยโฉวและคนอื่นๆ ต่างก็มองด้วยสายตาแปลกประหลาดราวกับเข้าใจบางสิ่งซึ่งทำให้หลินมู่อวี่รู้สึกอึดอัดเล็กน้อย “ข้ามาเพื่อเข้าร่วมการประลองยุทธ์ มิได้มาเพื่อสิ่งใดเป็นพิเศษ และไม่ได้มาเพื่อพบเจ้า”
ฉินอินเม้มริมฝีปากเล็กน้อย “เช่นนั้นท่านก็มาหาข้าก็ได้…”
หลินมู่อวี่ไม่สามารถพูดสิ่งใดเพื่อหลีกเลี่ยงได้ “นั่นมัน…อา…พระจันทร์คืนนี้งดงามจริงๆ…”
ฉินอินเงยหน้ามองดวงจันทร์และยิ้มตาม “อื้ม พระจันทร์ค่ำคืนนี้งดงามมาก ทว่าพี่ใหญ่อาอวี่…เสด็จพ่อต้องการพบท่าน!”
“โอ้ ฝ่าบาทต้องการให้ข้าเข้าเฝ้าหรือ?”
“อื้ม รีบเข้าไปกันเถิด”
“ได้สิ”
จากนั้นกลุ่มคนจำนวนหนึ่งเดินผ่านตำหนักเจ๋อเทียนไปยังโถงหลัก เว่ยโฉวและองครักษ์นายอื่นๆ รออยู่ด้านนอก ฉินอินจูงมือหลินมู่อวี่เข้าไป ทว่าฉินจิ้นไม่ได้อยู่ในโถงหลัก เขาอยู่ที่โถงด้านหลัง เมื่อหลินมู่อวี่เดินเข้าไปก็ต้องตกใจ ภาพตรงหน้าคือองค์จักรพรรดิฉินจิ้นสวมเสื้อผ้าเรียบง่ายและถือกระทะเหล็ก ผู้ปกครองจักรวรรดิแห่งนี้กำลังทำอาหาร!
“อาอวี่อยู่ที่นี่แล้วหรือ?”
ฉินจิ้นมิได้หันกลับมามอง “รอสักครู่ เนื้อกวางเมฆาผัดพริกของพ่อใกล้จะเสร็จแล้ว เจ้ามิได้บอกว่าจะกลับมาทว่าโชคดีที่ขุนนางทูลบอกพ่อ จึงบอกให้เสี่ยวอินไปเรียกเจ้ามา ดังนั้นค