าๆ”
ฉินจิ้นมองลูกสาวอันเป็นที่รักอย่างเหลืออดก่อนจะดุนาง “สำนักอัศวินเป็นกบฏใจหยาบที่เข้าจู่โจมตำหนักกวางโศกากลางดึกคืนหนึ่งซึ่งเป็นความผิดอันใหญ่หลวง ข้าจึงตัดสินให้มีการปราบปรามสำนักอัศวินทั่วอาณาจักร ส่งสาส์นไปยังเจ้าเมืองทุกเมืองให้ทำการกำจัดสำนักอัศวินทุกสาขาภายในหนึ่งเดือนทันที!”
“ทรงพระปรีชายิ่งพ่ะย่ะค่ะ!” ขุนนางกล่าวสรรเสริญ
ฉินจิ้นถอนหายใจ “ครานี้ชางไป๋เฮ่อแห่งขอบเขตนภาก็ร่วมก่อกบฏด้วย ทว่าโชคยังดีที่เฟิงจี้สิง ฉินเหลย ฉู๋ฮว๋ายเหมี่ยนและทหารคนอื่นๆ อยู่ที่นั่น มิเช่นนั้นข้ากับองค์หญิงฉินอินคงไม่รอด และผู้ที่มีพระคุณอย่างยิ่งในการนี้คือหลินมู่อวี่ หากเขาไม่ขัดคำสั่งผู้บัญชาการหน่วยอินทรีเมิ่งฟางแล้วนำทัพองครักษ์อินทรีสามร้อยนายมา คงได้เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นเป็นแน่”
ฉินจิ้นมองไปยังหลินมู่อวี่ด้วยสายตายกย่อง “หลินมู่อวี่ เจ้าประสงค์สิ่งใดเป็นการตอบแทน?”
หลินมู่อวี่ตกตะลึงไปชั่วครู่ “ข้าแต่ฝ่าพระบาท…ข้าน้อยผู้นี้ไม่ต้องการสิ่งใดเลยขอรับ…”
ทั้งฉินจิ้นและเหล่าขุนนางต่างพากันยิ้ม “เจ้าช่วยชีวิตข้ากับเหล่าขุนนางไว้ ทั้งยังเสี่ยงชีวิตกระโดดเข้าท้องงูเพื่อช่วยลูกสาวข้าอีก เป็นบุญคุณที่ทดแทนไม่ได้ หากข้าไม่มีสิ่งใดให้เจ้าเลยจะถูกกล่าวหาว่าอกตัญญูเอาได้ บอกมาเถิด…จะเป็นทรัพย์สินหรือตำแหน่งก็ย่อมได้”
หลินมู่อวี่ขมวดคิ้วตริตรองอยู่ครู่หนึ่ง “ข้าแต่ฝ่าพระบาท ข้ามิได้อับจนถึงขั้นไร้อั