แล้วว่า เจ้ายังมีจิตใจอยู่หรือไม่?”
อาอวี่อดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา “แล้วจิตใจของข้าเป็นอย่างไรหรือ?”
“ก็…ค่อนข้างดี…” เสี่ยวซีลงจากม้าและกล่าวว่า “ถ้าเยี่ยงนั้นข้าคงไม่เข้าไปกับเจ้า ไปเร็วสิ จากนั้นเจ้าจะได้ไปส่งข้ากลับจวน”
“อื้อ ได้สิ”
…
หลินมู่อวี่ผูกม้าไว้ด้านนอกก่อนจะเดินเข้าไปยังสมาพันธ์โอสถ เขาไม่พบใครระหว่างทางเลยจนกระทั่งมาถึงลานกว้างของฉู่เหยา ทันทีที่เปิดประตูพลันได้ยินเสียง ‘เปรี้ยง!’ กระบี่ดอกหลีฮวาพุ่งแหวกอากาศปักลงบนต้นไม้ ฉู่เหยายืนห่างออกไปไม่กี่เมตรและกำลังชี้สองนิ้วซึ่งปกคลุมไปด้วยปราณยุทธ์
“เจ้าฝึกมาดีเลยนี่…” หลินมู่อวี่เผยยิ้ม
ฉู่เหยาประหลาดใจก่อนที่ดวงตาจะเริ่มเป็นริ้วแดง เธอโผเข้าใส่หน้าอกหลินมู่อวี่ในขณะที่ไหล่อันบอบบางก็สั่นสะท้าน “อาอวี่ ข้าได้ยินข่าวร้ายมากมายเกี่ยวกับเจ้า และคิดว่าเกิดเหตุไม่คาดฝันในป่าล่ามังกรนั่น! ข้าต้องฝันร้ายทุกค่ำคืน…ช่างดีเหลือเกินที่เจ้ารอดกลับมา!”
หลินมู่อวี่โอบเอวบางของพี่สาวและกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ ข้ารอดกลับมาแล้วเห็นไหม? ท่านพี่ฉู่เหยา…ข้ามีเวลาไม่มาก เนื่องจากต้องกลับรังอินทรีเพื่อรายงานภารกิจ…มาเถิด ให้ข้าสอนวิชาดาบให้สักสองสามท่า ตกลงไหม?”
“อื้อ เอาสิ!” ฉู่เหยาตอบอย่างสุขใจ
จากนั้นอาอวี่ได้สอนกระบวนท่ากระบี่จักรวรรดิทั้งสี่ธาตุให้ฉู่เหยาภายในเวลายี่สิบนาที เขาไม่แน่ใจว่าฉู่เหยาเข้าใจมากน้อยเพียงใด ทว่าด้วยความสามารถของฉู่เหยา