ใช้วิหารศักดิ์สิทธิ์นะ ทว่าข้ามีนิสัยซื่อตรงเลยกลัวจะไปขวางหูขวางตาใครเข้า”
หลินมู่อวี่ตบหน้าอก “ดูสิ…ข้าเองก็ออกจากวิหารศักดิ์สิทธิ์ แล้วเข้าร่วมหน่วยทหารรักษาพระองค์เหมือนกันมิใช่หรือ?”
“มันไม่เหมือนกัน เพราะท่านยังคงเป็นสมาชิกของวิหารศักดิ์สิทธิ์”
จางเหว่ยหันมองโถงทางเดินพร้อมรำพึง “ข้าจำต้องจากวิหารศักดิ์สิทธิ์ไปตลอดกาล และกลายเป็นสมาชิกของทหารรักษาพระองค์ ข้า…”
หลินมู่อวี่ตบบ่าจางเหว่ย “ไม่เป็นไร…เจ้ายังคงเป็นเพื่อนข้าเสมอ และที่นี่ก็พร้อมต้อนรับเจ้ากลับมาเช่นเดียวกัน”
“อือ!”
จางเหว่ยพยักหน้าอย่างหนักแน่น “งั้นข้าขอลา”
“หากว่ามีเวลา เราคงได้พบกันอีก”
“ก็จริง…ข้าไปล่ะ”
จางเหว่ยขี่ม้าออกไปอย่างเงียบๆ แผ่นหลังเขาดูอ้างว้างเล็กน้อย
…
หลินมู่อวี่ผูกม้าไว้ก่อนจะหยิบกระบี่เหลียวหยวนขึ้นมา เดินตรงไปที่ห้องโถงหลักของวิหาร ไกลออกไปที่ศาลากลางน้ำ…เห็นเกอหยางยืนอยู่ เขายิ้มและทักทาย “ทิวาสวัสดิ์ ท่านเกอหยาง”
“อาอวี่…เจ้ากลับมาแล้วเหรอ” เกอหยางหัวเราะดีใจ “ท่านผู้นำพูดไว้ไม่มีผิด ท่านเชื่อมั่นว่าเจ้าจะต้องกลับมา ตามมาสิ…ข้าจะนำทางเจ้าไปพบท่านเดี๋ยวนี้เลย!”
“ขอรับ!”
ณ ห้องโถงหลัก เหล่ยหงนั่งบนเก้าอี้พญาราชสีห์ประจำตำแหน่ง ดวงตาเปล่งประกายแสดงให้เห็นความเฉลียวฉลาดจากภายใน ขณะนั้นเขาเผยรอยยิ้มและเอ่ยวาจา “อาอวี่…รีบเล่าให้ปู่ฟังสิ เกิดอะไรขึ้นบ้างที่เจดีย์ทงเทียน”
หลินมู่อวี่ยืนขึ้นด้วยความเค