ันธ์โอสถ และเคยถูกหลินมู่อวี่ทำร้ายจนบาดเจ็บ ดูท่าก้อนหินที่เขาขว้างออกไปก่อนหน้า ในที่สุดก็กลับมาถูกหัวตัวเองเข้าจนได้
สีพระพักตร์ของฉินจิ้นเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา เห็นได้ชัดว่าทรงไม่คิดจะฆ่าอัจฉริยะหลินมู่อวี่ผู้นี้ แต่เจิ้งอี้ฝานกับหลัวซิ่งนั้นกำลังกดดันพระองค์อยู่ หากไม่ฆ่าหลินมู่อวี่ เหล่าขุนนางจะต้องเกิดความคิดต่อต้านขึ้นภายในใจอย่างแน่นอน ในชั่วขณะนั้นจึงทรงตัดสินพระทัยไม่ถูก
ในตอนนี้เอง จู่ๆ ก็มีเสียงดังมาจากด้านนอก “ผู้ดูแลอาวุโสของวิหารศักดิ์สิทธิ์ เหลยหง ขอเข้าเฝ้า!”
ยังไม่ทันสิ้นเสียง เหลยหงก็เข้ามาด้านในท้องพระโรงด้วยท่าทีที่ดูเหน็ดเหนื่อย เขาสะบัดแขนเสื้อขึ้น ประสานมือคำนับกราบทูลว่า “กระหม่อมเหลยหงคารวะฝ่าบาท!”
“ผู้อาวุโสเหลย ลุกขึ้นเถอะ!”
ฉินจิ้นทรงลุกขึ้นยืน และตรัสด้วยความเกรงพระทัยเป็นอย่างยิ่ง เห็นได้ถึงความไว้วางพระทัยที่พระองค์มีต่อเหลยหง “ผู้อาวุโสเหลย การที่ท่านมาตำหนักเจ๋อเทียนในครั้งนี้ คงเพราะเรื่องของหลินมู่อวี่กระมัง”
เหลยหงพยักหน้ากราบทูลว่า “พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมมาขอพระราชทานพระเมตตาให้แก่หลินมู่อวี่”
ฉินจิ้นตรัสขึ้น “เหล่าขุนนางขอร้องให้ข้าประหารหลินมู่อวี่ แต่ผู้อาวุโสเหลยกลับขอร้องให้ข้าไว้ชีวิตเขา แล้วจะให้ข้าทำอย่างไร”
เหลยหงแววตาเร่าร้อน “ฝ่าบาท เรื่องที่หลินมู่อวี่กระทำผิด ก็เพียงแค่ทำการปล่อยหญิงรับใช้ค่ายทหารสองร้อยกว่าคนไปเท่านั้น การช่วยชีวิตผู้หญิ