งตำหนักเจ๋อเทียนขอเข้าพบขอรับ!”
“หือ? ฉินเหลย?” เหลยหงงุนงง “ให้เขาเข้ามาเถอะ”
“ขอรับ!”
……
ไม่นานนัก ฉินเหลยที่สวมชุดคลุมขาว มือจับด้ามกระบี่เดินนำองครักษ์อวี้หลินสองสามนายเข้ามาในวิหารใหญ่ ประสานมือคารวะแล้วกล่าว “ผู้น้อยฉินเหลยคารวะผู้ดูแลอาวุโสเหลยหง!”
เหลยหงลุกขึ้นยืนแล้วยิ้ม“แม่ทัพฉินเหลยมาเยือน ไม่ทราบว่ามีเรื่องอันใดหรือ”
“เป็นเรื่องเกี่ยวกับใต้เท้าหลินมู่อวี่ขอรับ”
“หืม?” เหลยหงหรี่ตาลง “อาอวี่เขาทำไมหรือ”
ฉินเหลยยกมือจับท้ายทอย ยิ้มแบบกระดากอายอยู่นิดหน่อย “ฝ่าบาททรงพระราชทานอนุญาตให้หลินมู่อวี่เข้าร่วมหน่วยองครักษ์อวี้หลิน เป็นสมาชิกคนหนึ่งของหน่วยองครักษ์อวี้หลินสองร้อยนาย นี่คือพระราชโองการลายพระหัตถ์ของฝ่าบาทขอรับ!”
“อะไรนะ!”
เหลยหงโกรธจนเคราชี้ ตบโต๊ะน้ำชาจนแตกกระจุย ถลึงตาใส่ฉินเหลย “นี่…นี่มันจะเกินไปแล้ว! ฝ่าบาททรงถามความเห็นของข้าหรือยัง อาอวี่เป็นอัจฉริยะรุ่นเยาว์ที่ยอดเยี่ยมที่สุดของวิหารศักดิ์สิทธิ์ ข้าตั้งความหวังกับเขาไว้สูงมาก หน่วยองครักษ์อวี้หลินมีสิทธิ์อะไรจะเอาคนของข้าไป ไม่ได้ ข้าเหลยหงไม่เห็นด้วยที่จะให้อาอวี่ไปเป็นองครักษ์อวี้หลินเด็ดขาด!”
ฉินเหลยยิ้มกว้าง ยิ่งเพิ่มความกระดากอายขึ้นไปอีก ประสานมือกล่าว “ผู้ดูแลอาวุโสอย่าเพิ่งมีโทสะสิขอรับ ความจริงแล้วฝ่าบาทเองก็พิจารณาถึงเรื่องที่ท่านคงไม่ปล่อยให้อาอวี่ออกจากวิหารศักดิ์สิทธิ์ ดังนั้น…ฝ่าบาทจึงตรัสว่า