อาอวี่ไม่ต้องออกจากวิหารศักดิ์สิทธิ์ แต่ให้ควบตำแหน่งองครักษ์อวี้หลินด้วย แต่ละเดือนให้เข้าตำหนักเจ๋อเทียนทำหน้าที่องครักษ์อวี้หลินเป็นเวลาครึ่งเดือน อีกครึ่งเดือนที่เหลือก็ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยฝึกดาวสีทองแห่งวิหารศักดิ์สิทธิ์ต่อ”
“จริงหรือ?”
เหลยหงลูบเครามองฉินเหลย “ท่านอ๋องน้อยฉินเหลย ท่านอย่าได้หลอกข้านะ”
ฉินเหลยอดหัวเราะไม่ได้ “ข้าน้อยไหนเลยจะกล้าหลอกท่านผู้ดูแลอาวุโส ฝ่าบาททรงมีพระราชโองการแล้ว หลังจากอาอวี่กลายเป็นองครักษ์อวี้หลิน สามารถติดสัญลักษณ์ของวิหารศักดิ์สิทธิ์อยู่ในวังหลวงได้ และยศขุนนางของอาอวี่ก็ยึดตามวิหารศักดิ์สิทธิ์ไม่ใช่จากหน่วยองครักษ์อวี้หลิน ชื่อเสียงเกียรติยศและความดีความชอบทุกอย่างล้วนเป็นของวิหารศักดิ์สิทธิ์ ผู้ดูแลอาวุโสว่าอย่างไรขอรับ”
“แบบนี้ค่อยยังชั่ว”
เหลยหงจึงได้ลูบเคราช้าๆ แล้วยิ้มกล่าว “ผู้ดูแลเกอหยาง ท่านไปเรียกอาอวี่มาเถอะ กำชับเขาเรื่องนี้ แล้วให้เขาเก็บสัมภาระ ตามแม่ทัพฉินเหลยไปรายงานตัวที่ตำหนักเจ๋อเทียน แต่ทุกครึ่งเดือนต้องกลับวิหารศักดิ์สิทธิ์ เขาเป็นคนของวิหารศักดิ์สิทธ์ ต้องอยู่กับวิหารศักดิ์สิทธิ์! หากเขาไม่จะกลับมา ข้าจะแบกหน้าไปเข้าเฝ้าฝ่าบาททวงคนของวิหารกลับมาเอง!”
เกอหยางกลั้นหัวเราะ ประสานมือกล่าว “ขอรับ ผู้ดูแลอาวุโส!”
ฉินเหลยยืนอยู่ด้านข้างอย่างนอบน้อม
แสงแดดยามเช้าสาดส่องลงมาบนศาลากลางน้ำ เหลยหงยังคงดื่มชาต่อ หรือบางทีอาจจะกำลัง