องบอกเจ้าไว้ก่อน เจ้าเป็นคนของวิหารศักดิ์สิทธิ์ตลอดไป ตั้งแต่วันที่เข้ามาในวิหารศักดิ์สิทธิ์ วิญญาณของเจ้าก็มีตราประทับของพวกเราวิหารศักดิ์สิทธิ์ ดังนั้นไม่ว่าเจ้าจะบินสูงแค่ไหนหรือไกลเพียงใด เจ้าต้องกลับมาวิหารศักดิ์สิทธิ์ เข้าใจใช่หรือไม่อาอวี่”
ร่างของหลินมู่อวี่สั่นเทา นัยน์ตามีความเด็ดเดี่ยว พูดขึ้น “ท่านปู่เหลยหง ท่านโปรดวางใจ วิหารศักดิ์สิทธิ์คือบ้านของข้า ข้าต้องกลับมาอยู่แล้วขอรับ!”
“อืม ดี เก็บของแล้วก็เดินทางเถอะ!”
“ขอรับ!”
ฉินเหลยที่อยู่ด้านข้างตบไหล่หลินมู่อวี่เบาๆ แล้วโอบกอดอย่างสนิทสนม “น้องชาย จากนี้พวกเราก็สามารถทำหน้าที่ด้วยกันแล้ว องครักษ์อวี้หลินมียอดฝีมือมหัศจรรย์ที่มีวิญญาณยุทธ์น้ำเต้าอยู่ในมืออย่างเจ้าเพิ่มขึ้นมา เป็นเรื่องดีจริงๆ!”
หลินมู่อวี่ “……”
……
ช่วงบ่าย หลังจากเก็บข้าวของเสร็จแล้ว เกอหยางมอบม้าตัวที่หลินมู่อวี่ขี่บ่อยที่สุดให้แก่เขา หลินมู่อวี่สะพายกระบี่เหลียวหยวน มือถือทวนหลีฮวาที่ห่อด้วยผ้าสีดำไว้และพลิกตัวขึ้นม้า ตามพวกฉินเหลยออกจากวิหารศักดิ์สิทธิ์ เหลยหง เกอหยาง จางเหว่ยและคนอื่นๆ มาส่งเขาถึงหน้าประตูใหญ่
จางเหว่ยประสานมือคำนับ และยิ้มกล่าว “ท่านหลินมู่อวี่ พวกเราจะต้องได้พบกันอีก!”
หลินมู่อวี่เองก็ประสานมือขึ้น “ท่านจางเหว่ยก็พยายามเข้า!”
“ข้าจะพยายาม!”
ที่เรียกว่ามิตรภาพของบุรุษก็คงจะประมาณแบบพวกเขาเช่นนี้ หลินมู่อวี่และจางเหว่ยไม่เคยไปสถานที่