อย่างพวกโรงสุรา แต่กลับเกิดมิตรภาพลูกผู้ชายที่ฝากชีวิตกันและกันได้ มิตรภาพระหว่างลูกผู้ชายแบบนี้เป็นสิ่งที่ผู้หญิงไม่มีทางเข้าใจ
หลังจากร่ำลาแล้ว ก็เดินทางทะลุถนนทงเทียนเข้าสู่ตำหนักเจ๋อเทียน
เมื่อพวกเขาผ่านคูน้ำที่อยู่รอบกำแพงของตำหนักเจ๋อเทียน “ตึง ตึง ตึง” เสียงกลองดังติดต่อกันสามครั้ง คล้ายกับต้อนรับหลินมู่อวี่ที่เป็นสมาชิกใหม่ ฉินเหลยถือดาบอัสนีทลายเดินเข้าไปอย่างช้าๆ เหล่าทหารอวี้หลินสองข้างทางพากันคุกเข่าลงข้างหนึ่งแสดงความเคารพแบบทหาร บรรยากาศเย็นยะเยือก ที่ตำหนักเจ๋อเทียน ฉินเหลยเป็นเหมือนแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่ที่ไม่มีผู้ใดเทียบได้ แม้แต่ผู้บัญชาการทหารรักษาพระองค์เฟิงจี้สิงเองก็เทียบเขาไม่ได้ เพราะอย่างไรเสียคนบนแผ่นดินนี้ก็ให้ความสำคัญเรื่องสายเลือด ฉินเหลยมีสายเลือดของราชวงศ์ แต่เฟิงจี้สิงนั้นเป็นสามัญชน ความแตกต่างที่ราวฟ้ากับดินนี้ไม่มีทางเติมเต็มได้ตลอดกาล
“อาอวี่ เพราะว่าเจ้าเป็นสมาชิกคนหนึ่งของวิหารศักดิ์สิทธิ์ ดังนั้นพิธีแต่งตั้งเจ้าเป็นองครักษ์อวี้หลินนั้น ฝ่าบาทจะทรงดำเนินการด้วยพระองค์เอง ไปเถอะ พวกเราไปเข้าเฝ้าที่ตำหนักข้างในตำหนักเจ๋อเทียน ฝ่าบาททรงรออยู่ที่นั่นแล้ว…”
“อืม ขอรับ…” หลินมู่อวี่รู้สึกกระวนกระวายใจอยู่บ้าง นี่เป็นครั้งที่สองที่เขาพบจักรพรรดิฉินจิ้นกระมัง
ทว่าเขากลับมีความหวังเล็กๆ อยู่ ในสมองของเขาปรากฏใบหน้าอันงดงามขององค์หญิงฉินอิน ครั้งนี้จะได้พบฉิ