ให้ดี ผู้ใดก็ห้ามเพิกเฉยต่อคนของวิหารเด็ดขาด มิเช่นนั้นจะถือว่าเป็นศัตรูกับตระกูลฉิน!”
กลุ่มคนแสดงความนอบน้อม ทยอยทำความเคารพในแบบทหารจักรวรรดิ
หลินมู่อวี่กับจางเหว่ยตรวจอาการบาดเจ็บของทหารจากวิหาร ล้วนแต่บาดเจ็บเล็กน้อย นับว่าคนของค่ายเสินเวยยังยั้งมืออยู่บ้าง ไม่ได้ใช้อาวุธที่ทำให้เกิดการบาดเจ็บสาหัสอย่างธนู มิเช่นนั้นเกรงว่าคงมิใช่แค่การบาดเจ็บเล็กน้อยแล้ว
“อาอวี่ เจ้าเพิ่งล่วงเกินคนของจวนเสินโหว ต้องระวังตัวด้วย!” ฉินเหลยถือดาบอสนีทลาย ยืนอยู่เคียงข้างหลินมู่อวี่
“อืม ครั้งนี้ต้องขอบคุณพี่ฉินเหลยเป็นอย่างมาก” หลินมู่อวี่ยิ้มเล็กน้อย “แต่คนของจวนเสินโหวคิดจะทำร้ายข้า เกรงว่าหากข้าหลบก็คงหลบไม่พ้น คงได้แต่จัดการไปตามสถานการณ์”
“จริงสิ น้องชายข้าฉินเหยียนเข้าไปฝึกที่วิหารแล้ว เจ้าคงเจอเขาแล้วกระมัง”
“ฮ่ะ เจอแล้วขอรับ ฉินเหยียนฝีมือไม่เลวทีเดียว คนก็นิสัยดี”
“ฮ่ะ ฮ่ะ เจ้านั่นเอาแต่ลุ่มหลงวิทยายุทธ์ ไม่สนใจเข้าสังคม เจ้าต้องชี้แนะเขาให้มาก อีกอย่าง ค่ายเสินเวยสะสมอำนาจในเมืองหลวงมาเป็นเวลานาน หากเจ้าเลี่ยงได้ก็เลี่ยงเสีย คนกลุ่มนี้อาศัยว่ามีใบบุญของเสินโหวหนุนหลัง ไม่เห็นใครอยู่ในสายตา หากเสด็จพ่อข้ามิใช่จี้หนิงอ๋อง เกรงว่าวันนี้คงได้เปิดศึกกันแล้ว”
“อืม”
จากนั้นไม่นาน ก็มีการลำเลียงอาวุธและอาหารส่วนหนึ่งออกมาจากคลังเสบียง ทยอยนำขึ้นรถ และฉินเหลยก็ทำหน้าที่คุ้มกันขบวนเดินทางกลับวิหา