ที่แอบชื่นชมมิได้ เขายิ้มแย้ม “ท่านอ๋องน้อยเกรงใจเกินไปแล้ว ท่านยังหนุ่มยังแน่น หากท่านโตเท่าข้า ฝึกยุทธ์อีกสามถึงห้าปี เกรงว่าข้าคงมิใช้คู่ต่อสู้ของท่าน”
ฉินเหยียนได้รับคำชื่นชมเช่นนี้ จึงทรงอดที่จะแย้มพระสรวลอย่างเบิกบานพระทัยมิได้ เขาเกาพระเศียร “ท่านพี่หลินจื้ออย่าเรียกข้าว่าท่านอ๋องน้อยเลย ท่านกับพี่ข้าเป็นสหายกัน ท่านก็ย่อมเป็นสหายกับข้าฉินเหยียนเช่นกัน ท่านเรียกข้าว่าฉินเหยียนก็พอ เรียกแต่ชื่อข้า คนในจวนอ๋องต่างก็เรียกกันเช่นนี้”
“เช่นนั้นก็ได้…”
หลินมู่อวี่ก็มิใช่คนตามแบบแผนอะไรนัก รีบพูดขึ้นทันที “เช่นนั้นต่อไปข้าจะเรียกท่านว่าฉินเหยียนล่ะนะ กินข้าวกันเถอะ เวลากินข้าวของวิหารไม่รอใคร ไปสายจะไม่มีอะไรเหลือ”
“อือ!”
ฉินเหยียนรีบก้าวตามหลินมู่อวี่ แย้มพระสรวลตรัสถาม “พี่หลินจื้อ เพลงกระบี่ของท่านร้ายกาจถึงเพียงนี้ ร่ำเรียนมาจากผู้ใดหรือ”
หลินมู่อวี่มองสายตาที่เต็มไปด้วยความกระหาย ก็รู้ได้ทันทีว่าเขาคิดจะทำอะไร จึงพูดขึ้น “ท่านอยากจะเรียนวิชาควบคุมกระบี่ใช่หรือไม่ แต่นี่มันยากมาก อีกอย่าง ท่านฝึกการป้องกันเป็นหลัก ข้าว่าท่านน่าจะศึกษาให้มากขึ้นว่าทำอย่างไรจึงจะสามารถปรับระดับการป้องกันของเกราะเกล็ดมังกรให้สูงขึ้นได้มากกว่า”
“ไม่ ข้าอยากเรียน”
ฉินเหยียนประสานหมัด “ศาสตร์ทั้งหกแห่งการต่อสู้ ประกอบไปด้วยกระบี่ ขี่ม้า ทวน ดาบ ขวาน ธนู มีวิชากระบี่เป็นหลัก ข้าอยากจะเรียนเคล็ดวิชากระ