ึกษาค้นคว้าและฝึกวิชาของเขาอีก”
“ขนาดนั้นเชียว…”
หลินมู่อวี่ชะงัก แต่พอมาคิดดีๆ ความจริงถ้าตนได้พลังเจ็ดประทีปมา พลังเจ็ดประทีปนั้นก็จะผลาญพลังวิญญาณไปไม่น้อย ไม่น่าจะถึงขั้นที่ทำให้สติฟั่นเฟือน จึงถามต่อ “เช่นนั้นยังพอจะหาคัมภีร์วิชานี้ของเขาได้อยู่หรือไม่ขอรับ”
“น่าจะได้ หอสมุดของตำหนักเจ๋อเทียนจัดเก็บสะสมตำราไว้มากมาย จะหาตำราทักษะยุทธ์ระดับสามเล่มหนึ่งน่าจะไม่มีปัญหา” ระหว่างพูด เหลยหงมองหลินมู่อวี่ด้วยสายตาจริงจัง “อาอวี่ เจ้าแน่ใจว่าเจ้าฝึกวิชานี้แล้วจะไม่เป็นบ้า”
“ไม่มีทางขอรับ ท่านปู่วางใจเถอะ!”
“เช่นนั้นก็ดี!”
……
ก่อนที่ตะวันจะตกดิน เหลยหงให้คนนำตำราโบราณเล่มหนึ่งที่เก่าเหลืองจนกระดาษเปื่อยจวนจะหลุดมาส่งให้เขา บนนั้นมีตัวอักษรสามตัวเลือนลางเขียนว่า ทักษะชีพจรวิญญาณ!
หลินมู่อวี่ประคองคัมภีร์ทักษะชีพจรวิญญาณเอาไว้ แล้วนั่งอ่านอยู่ทั้งคืน ตัวอักษรกว่าสองหมื่นตัวเด่นชัดอยู่ในใจ
ที่เรียกว่าชีพจรวิญญาณ แท้จริงแล้วก็คือการผสานฌาณสัมผัสเข้ากับสิ่งแวดล้อมรอบตัว รวมเป็นหนึ่งกับธรรมชาติ เพิ่มพลังจิตของตนผ่านชีพจรอันละเอียดอ่อนของพลังงาน อุณหภูมิและอากาศของต้นไม้ใบหญ้ารอบตัว เป็นจริงดังที่เหลยหงว่าไว้ ทักษะชีพจรวิญญาณไม่ใช่วิชายุทธ์ชั้นยอด หากไม่แข็งแกร่งพอ การฝึกทักษะชีพจรวิญญาณก็ทำให้คนเป็นบ้าได้จริงๆ
ทว่าหลินมู่อวี่นั้นต่างออกไป เขาเข้าสู่ขอบเขตนภาแล้ว พลังวิญญาณเดิมทีก็แข็งแกร่งอย