วยมีความเป็นมาอย่างไรกันแน่” เขากระซิบถาม
ฉินจื่อหลิงเอ่ย “ค่ายเสินเวยเหรอ อ้อ…เป็นกองทหารส่วนตัวของเสินโหวเจิ้งอี้ฝาน ในบรรดาขุนนางใหญ่ทั่วทั้งจักรวรรดิ มีเพียงเจิ้งอี้ฝานผู้เดียวที่ได้อภิสิทธิ์ตั้งกองทัพส่วนตัวเนื่องจากความดีความชอบในอดีต ค่ายเสินเวยมีทหารทั้งหมดห้าพันนาย แต่ล้วนเป็นทหารที่แข็งแกร่งผ่านศึกมาอย่างโชกโชน ได้ยินว่าในนั้นผู้ฝึกตนขอบเขตนภาก็ปาเข้าไปแล้วสิบกว่าคนแล้ว ว่ากันว่า ตอนนี้ค่ายเสินเวยคือหน่วยทหารที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดในใต้หล้า ทหารค่ายเสินเวยห้าพันนายก็มากพอที่จะโจมตีเอาชนะกองกำลังรักษาพระองค์สามหมื่นนายของเฟิงจี้สิงได้สบายๆ แต่ก็แค่ข่าวลือเท่านั้น ไม่มีใครรู้ว่าค่ายเสินเวยนั้นเก่งกาจขนาดไหนกันแน่”
หลินมู่อวี่ตะลึงงัน “กระทั่งกองกำลังรักษาพระองค์สามหมื่นนายของพี่เฟิงก็มิใช่คู่ต่อสู้หรือ ออกจะเกินจริงไปหน่อยกระมัง…”
ฉินจื่อหลิงหัวเราะน้อยๆ “ข้าก็ไม่ค่อยแน่ใจ ฟังเขาว่ามาทั้งนั้น แต่ในเขตอิทธิพลของจักรวรรดิ ที่แข็งแกร่งที่สุดก็คือค่ายเสินเวยและองครักษ์อวี้หลิน องครักษ์อวี้หลินมีหน้าที่คุ้มครององค์จักรพรรดิ ค่ายเสินเวยมีหน้าที่คุ้มครองเจิ้งอี้ฝาน สองค่ายทหารนี้กระทบกระทั่งกันมาโดยตลอด มีเรื่องกันเป็นปกติ คนทั่วไปต่างก็รู้ว่าพวกเขาต่างดูถูกกัน”
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้…”
เมืองหลวงนี่จะลึกลับซับซ้อนเกินไปแล้ว!