ต้ แต่ควบม้าไปได้ไม่ถึงครึ่งชั่วโมง จู่ๆ ด้านหลังก็ปรากฏแสงสีทองเส้นหนึ่งพุ่งทะลุความมืดออกมา ดูเหมือน…จะเป็นแสงของโซ่เทวะ?
“องค์หญิง!”
เสียงของฉินเหลยดังขึ้น เป็นเขาจริงๆ ด้วย ไม่น่าเชื่อว่าจะไล่ตามมาทันจนได้
“ไม่ต้องหนีแล้วพ่ะย่ะค่ะ!”
ฉินเหลยตะโกนเสียงดัง พลันยกมือขึ้น “เปรี๊ยะๆ ๆ” โซ่เทวะทะลุขึ้นมาจากพื้นดิน ขวางหน้าฉินอิน แต่ฉินอินใช่ว่าจะยอมแพ้ง่ายๆ ฝ่ามือขาวเนียนค่อยๆ กางออก โซ่เทวะที่เหมือนกันก็ปรากฏออกมา โจมตีวิญญาณยุทธ์ของฉินเหลยจนแตกกระเจิง พลางหันกลับไปแล้วแย้มพระโอษฐ์ตรัสขึ้น “ท่านพี่ฉินเหลย ท่านอย่าตามพวกข้ามาเลย กลับไปรอที่ค่ายเถอะ อีกสองสามวันให้หลังพวกข้าจะกลับไปเอง!”
“ไม่ได้!”
ฉินเหลยไม่เหลือโอกาสให้ฉินอินตอบ “ฝ่าบาทส่งข้ามาคอยคุ้มกัน ข้าจะไม่อยู่ห่างพระวรกายพระองค์เด็ดขาด!”
ฉินอินขบกรามแน่น “หึ วันๆ เอาแต่ตามข้า ไม่รู้หรือว่าข้ารำคาญแค่ไหน ไม่เคยได้อิสระแม้แต่น้อย ความรู้สึกแบบนี้ท่านเข้าใจบ้างหรือไม่ ท่านพี่สมองทึบ!”
ฉินเหลยเป็นชายหนุ่มที่ซื่อตรง เขารีบควบม้าขึ้นไปข้างหน้า ร่มไม่ได้กาง ปล่อยให้สายฝนตกลงบนร่างกาย เขาลูบศีรษะแล้วยิ้มพูด “ข้าพอจะเข้าใจความรู้สึกแบบนี้ แต่เสี่ยวอิน เจ้าสำคัญสำหรับจักรวรรดิมาก จะให้เกิดเรื่องขึ้นกับเจ้าไม่ได้ ข้าตามใจเจ้าได้ทุกเรื่อง ยกเว้นเรื่องนี้เรื่องเดียวที่จะไม่ยอมเด็ดขาด”
พูดจบฉินเหลยก็เลิกคิ้วไปทางหลินมู่อวี่ “อาอวี่ เจ้าก็ช่ว