วังพวกหมาป่าในความมืดด้วย”
“อืม” หลินมู่อวี่รู้ดีว่าฉินอินหมายถึงเจิ้งฟางที่อยากจะสับตนเป็นชิ้นๆ ดังนั้นจึงใช้แส้กระตุ้นม้าแล้วยิ้มตอบไปว่า “เช่นนั้นค่อยพบกันใหม่!”
ถังเสี่ยวซีตาปรือ ยิ้มพูด “ไว้เจอกันนะมู่มู่!”
ฉินอินมองแผ่นหลังของหลินมู่อวี่ที่ห่างออกไป จู่ๆ ก็นึกอะไรขึ้นมาได้ ตะโกนออกไป “อาอวี่ อย่าลืมเข้าร่วมการประลองกระบี่ล่ะ หากเจ้าสามารถเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศได้ ข้าและเสด็จพ่อจะไปร่วมงานเลี้ยงฉลองชัยของเจ้า!”
ราตรีหนาวเย็น ก็ไม่รู้ว่าเขาจะได้ยินหรือไม่
องครักษ์อวี้หลินนายหนึ่งกำลังจูงบังเหียนม้าที่ฉินอินนั่ง เอ่ยขึ้น “องค์หญิง พวกเรากลับตำหนักเจ๋อเทียนเถอะพ่ะย่ะค่ะ คนผู้นั้นไปไกลแล้ว…”
นัยน์ตาสุกสกาวของฉินอินมองออกไกล นางกะพริบตาก่อนยิ้มตรัสขึ้น “อืม ไปส่งเสี่ยวซีที่จวนชีไห่ก่อน แล้วค่อยกลับตำหนักเจ๋อเทียน ออกเดินทางกันเถอะ!”
“พ่ะย่ะค่ะ!”
……
หลินมู่อวี่และฉู่ฮว๋ายเหมี่ยนส่งฉู่เหยากลับสมาพันธ์โอสถด้วยกัน จากนั้นจึงหันม้ากลับวิหารศักดิ์สิทธิ์ ทหารยามสองนายของวิหารศักดิ์สิทธิ์เห็นเขาสวมเครื่องแบบก็รีบทำความเคารพแบบทหารจักรวรรดิ “ใต้เท้าหลินจื้อ กลับมาแล้วหรือขอรับ!?”
“อืม”
หลินมู่อวี่พยักหน้าทักทาย และบังคับม้าเข้าไปในวิหารศักดิ์สิทธิ์
เดินผ่านระเบียงยาว กำลังจะไปคอกม้าพอดี จู่ๆ ก็มีเงาคนผู้หนึ่งวิ่งเข้ามาหา อาศัยแสงจากคบไฟจึงมองเห็นหนวดเคราเต็มหน้าคนผู้หน้า เป็นจางเหว่ยนั่นเอง
“