“เจ้าสามัญชนต้อยต่ำ ไอ้ชาติหมา!”เมื่อหลัวปินตะเกียกตะกายลุกขึ้นจากพื้น แววตาเขาเต็มไปด้วมความอาฆาตแค้น เอ่ยด้วยโทสะ “คอยดูเถอะ จวนราชเลขาธิการจะไม่ยอมแน่ สมาพันธ์โอสถก็จะไม่ปล่อยเจ้าไว้ ฝากไว้ก่อนเถอะ!”พูดจบ หลัวปินก็เดินจากไป เหล่านักปรุงโอสถที่ล้อมอยู่ก็สลายตัวไปเช่นกัน……“อาอวี่ เจ้าก่อเรื่องแล้ว!” ฉู่เหยามองเขาอย่างตำหนิ แล้วพูดขึ้น “พวกเราเพิ่งจะมาถึงเมืองหลวงแท้ๆ เจ้าไปล่วงเกินคนอย่างหลัวปินได้อย่างไร บิดาของเขาเป็นราชเลขาธิการ มีอำนาจในวัง พวกเราไปล่วงเกินเขา แล้วต่อไปจะอยู่เมืองหลวงต่อได้อย่างไร”“……”หลินมู่อวี่รู้สึกผิดขึ้นมา ถูจมูกแล้วพูด “ข้าทนท่าทางอวดดีของมันไม่ไหวนี่ ยิ่งทนไม่ได้ที่เห็นมันคิดไม่ดีกับท่านด้วย!”ฉู่เหยาได้ยินประโยคสุดท้ายจิตใจก็สั่นคลอนทันที รู้สึกเพียงหัวใจเต้นตึกตัก อดขำออกมาไม่ได้ นางยิ้มออกมาราวกับลมในวสันต์ฤดูที่พัดผ่านสระน้ำ “เอาล่ะ ข้ารู้ว่าเจ้าเป็นห่วงข้า แต่ว่าเจ้าอยู่ที่สมาพันธ์โอสถไม่ได้แล้ว รีบกลับวิหารศักดิ์สิทธิ์ อย่างน้อยคนในวิหารต้องคุ้มครองเจ้าได้ รีบกลับไปเร็วเข้า…”“พี่ฉู่เหยา แล้วท่านจะไม่เป็นไรใช่ไหม” หลินมู่อวี่ถามไถ่อย่างเป็นห่วง เขากังวลว่าหากหลัวปินหาตนไม่เจอจะไปลงมือกับฉู่เหยาแทนฉู่เหยากลับส่ายศีรษะแล้วยิ้มออกมา “วางใจเถอะ ข้าเป็นแค่ผู้หญิงอ่อนแอ แถมยังเป็นนักปรุงโอสถระดับเข็มเงินของสมาพันธ์โอสถด้วย ชื่อก็อยู่ในทะเบียนแล้ว เขาทำอะไ