ีอำนาจในวัง พวกเราไปล่วงเกินเขา แล้วต่อไปจะอยู่เมืองหลวงต่อได้อย่างไร”
“……”
หลินมู่อวี่รู้สึกผิดขึ้นมา ถูจมูกแล้วพูด “ข้าทนท่าทางอวดดีของมันไม่ไหวนี่ ยิ่งทนไม่ได้ที่เห็นมันคิดไม่ดีกับท่านด้วย!”
ฉู่เหยาได้ยินประโยคสุดท้ายจิตใจก็สั่นคลอนทันที รู้สึกเพียงหัวใจเต้นตึกตัก อดขำออกมาไม่ได้ นางยิ้มออกมาราวกับลมในวสันต์ฤดูที่พัดผ่านสระน้ำ “เอาล่ะ ข้ารู้ว่าเจ้าเป็นห่วงข้า แต่ว่าเจ้าอยู่ที่สมาพันธ์โอสถไม่ได้แล้ว รีบกลับวิหารศักดิ์สิทธิ์ อย่างน้อยคนในวิหารต้องคุ้มครองเจ้าได้ รีบกลับไปเร็วเข้า…”
“พี่ฉู่เหยา แล้วท่านจะไม่เป็นไรใช่ไหม” หลินมู่อวี่ถามไถ่อย่างเป็นห่วง เขากังวลว่าหากหลัวปินหาตนไม่เจอจะไปลงมือกับฉู่เหยาแทน
ฉู่เหยากลับส่ายศีรษะแล้วยิ้มออกมา “วางใจเถอะ ข้าเป็นแค่ผู้หญิงอ่อนแอ แถมยังเป็นนักปรุงโอสถระดับเข็มเงินของสมาพันธ์โอสถด้วย ชื่อก็อยู่ในทะเบียนแล้ว เขาทำอะไรข้าไม่ได้หรอก จะว่าไป คราวก่อนผู้บัญชาการเฟิงจี้สิงกับพี่ใหญ่มาเยี่ยมข้า เจอหน้าบรรดาผู้ดูแลในสมาพันธ์โอสถแล้ว อย่างน้อยหลัวปินก็ต้องเห็นแก่หน้าเฟิงจี้สิงอยู่บ้าง”
“อืม เช่นนั้นก็ดี! ท่านรีบกินฝันคืนสู่สูงสุดเถอะ แล้วหาที่ปลอดภัยนอนหลับสามวัน ระดับพลังของท่านจะต้องรุดหน้าแน่นอน ข้าก็จะกลับไปฝึกต่อเหมือนกัน”
“อื้อ ไปเถอะ!”
มองร่างหล่อเหลาของหลินมู่อวี่ที่เดินหายออกไป ด้วยระดับของพลังที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้บุคลิกของชายหนุ่มเปลี่ยนแป