รอยแตกเป็นร่องขนาดใหญ่ ทำให้ลมหนาวพัดหวีดหวิวลอดเข้ามาภายในห้อง แถมพอสัมผัสถูกผ้านวมก็แข็งอย่างกับก้อนอิฐ สวรรค์เท่านั้นที่รู้ว่ามันไม่ได้ถูกซักมานานเท่าใดแล้ว พอจางเหว่ยพาเขามาส่งก็กลับไป บอกหลินมู่อวี่แต่เพียงว่าโรงอาหารอยู่ที่ใด และพรุ่งนี้จะต้องทำงานที่ไหนในเมื่อมาเเล้วก็อยู่ให้มีความสุขก็แล้วกัน หลังจากวางกระบี่เหลียวหยวนลง หลินมู่อวี่ก็ไปหาม้าของตนที่คอกม้า หลังจากป้อนหญ้าให้มันกินเสร็จก็กลับที่พัก ด้านนอกแดดจ้าสดใส เขาจึงนำผ้าห่มไปซัก ขณะที่เขาตากผ้าปูที่นอนอยู่นั้น ก็ได้ยินเสียงร้องโอ๊ยดังลอยมาจากข้างห้อง ดูเหมือนว่าจะมีคนอยู่ตนเองนั้นเพิ่งจะมาถึง ดูเหมือนไม่ควรจะหาเรื่องยุ่งยาก แต่ทนไปได้สักพัก เสียงนั้นก็ยังคงอยู่ ในที่สุดเขาก็อดรนทนไม่ไหว เดินไปเคาะประตู “เจ้าไม่เป็นอะไรใช่ไหม”“ข้าไม่เป็นอะไร…เจ้าเป็นใคร” คนข้างในถาม“ข้าชื่อหลินจื้อ ผู้ช่วยฝึกเพิ่งจะมาใหม่”“อ้อ มาใหม่เช่นนั้นหรือ งั้นเจ้าก็แย่หน่อยนะ” เขาลังเลเล็กน้อยก่อนพูดว่า “หลินจื้อ เจ้าเข้ามาสิ”เมื่อผลักประตูเข้าไป เห็นคนผู้หนึ่งนอนอยู่บนเตียง กำลังส่งเสียงครวญครางไม่หยุด บนแขนของเขามีรอยช้ำใหญ่ บนหน้าผากก็เช่นกัน ดวงตาบวมปูด บางทีคนผู้นี้เดิมคงมีรูปโฉมที่หล่อเหลาอยู่บ้าง แต่ตอนนี้กลับดูสะบักสะบอมอย่างที่สุด สภาพเหมือนถูกคนทุบตีจนบวมปูดน่วมไปหมด!“เจ้าเป็นอะไรไปน่ะ” หลินมู่อวี่อยากจะหัวเราะ แต่พยายามยั้งไว้สุดชีวิต