เป็นไปไม่ได้ ”
“ขอรับ”
แต่ว่านี่ทดสอบพลังสายตาเกินไป โดยเฉพาะเมื่ออยู่ใต้แสงจันทร์แบบนี้
ทว่าหลินมู่อวี่กลับเริ่มจะลองรับมีดอย่างไม่ลังเล เขาปามีดบินออกไปเต็มแรง คำนวณองศาที่มีดจะวกกลับมา ตลอดจนวิถีการหมุนของด้ามมีดและใบมีด เขาต้องจับที่ด้าม ไม่ใช่ใบมีด
“ปึก!”
จังหวะที่ยื่นมือออกไป แต่ปลายนิ้วยังไม่ทันจับถูกด้ามมีด ก็ถูกใบมีดบาดเข้านิดหน่อยก่อน ความปวดแสบปรากฏขึ้นทันที เลือดสดๆ ไหลออกมา นิ้วชี้ถูกบาดเป็นแผลยาว
“โชคดีที่เจ้าเป็นนักปรุงโอสถ มีโอสถสมานแผลเหลือเฟือ” ชวีฉู่ยืนหัวเราะอยู่อย่างมีความสุขในความทุกข์ของผู้อื่น
หลินมู่อวี่ไม่มีอารมณ์ต่อล้อต่อเถียงกับอาจารย์ผู้ไร้มนุษยธรรมผู้นี้ จึงหยิบโอสถสมานแผลขึ้นมาทา จากนั้นก็ลองรับมีดบินอยู่สิบกว่าครั้ง ครั้งที่สองเขารับไม่ได้และมีดบินพุ่งผ่านเขาไป แต่ครั้งอื่นๆ เขารับได้หมดทุกครั้ง เขาเริ่มจับเทคนิคเบื้องต้นในการรับมีดบินได้แล้ว ฉะนั้นขั้นต่อไปก็คือเรียนรู้วิถีของมีดตอนที่มันวกกลับมาหลังจากที่ฟันโดนเป้าหมาย ซึ่งยากกว่าเดิมมาก
ดึกมากแล้ว มือข้างซ้ายและขวาของหลินมู่อวี่ก็เต็มไปด้วยบาดแผล ดีที่ว่าเขาค่อนข้างรู้ความสามารถตัวเองดี จึงไม่ได้บาดเจ็บลึกไปถึงกระดูก มิเช่นนั้นจะต้องส่งผลต่อการฝึกยุทธ์อย่างแน่นอน แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้น โอสถสมานแผลก็ใช้ไปไม่น้อย โชคดีที่เขาเป็นนักปรุงโอสถจึงปรุงโอสถตรงนี้ได้เลย
เขาเดินไปรอบๆ มองหาหญ้าด้ายเงินและดอกรั