่ถักทออย่างประณีตทับอีกชั้นหนึ่ง หยาดฝนที่อยู่บนแก้มของนาง ดูราวกับฝนในวสันตฤดูที่พรมอยู่บนดอกสาลี่ งดงามจนยากจะพรรณนา
หลินมู่อวี่อดไม่ได้ที่จะแอบชื่นชมอย่างเงียบๆ องค์หญิงซีผู้นี้อายุยังน้อยแต่มีความสามารถระดับนี้แล้ว หากเป็นคุณหนูตระกูลสูงศักดิ์คนอื่นเกรงว่าคงจะหาที่หลบฝน แทนที่จะรีบควบม้าฝ่าสายฝนแบบนี้ไปนานแล้วล่ะ
ไม่นานนักเมฆดำปกคลุมท้องฟ้า ภายในป่าสัตตะดารามืดสนิทราวกับราตรีกาล ฟ้าแลบแปลบปลาบผ่าลงมาราวกับกระบี่ที่คมกริบกระหน่ำใส่ผืนป่าโบราณแห่งนี้
หลินมู่อวี่ปลอบม้าที่เขาขี่ ไม่ให้มันตกใจกับเสียงฟ้าผ่า ชวีฉู่เองก็ค่อยๆ ชะลอฝีเท้าม้าลง เขาต้องดูแลถังเสี่ยวซี เพราะการเดินทางครั้งนี้การฝึกขององค์หญิงซีเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด
ชวีฉู่มองกระบี่และคันธนูยาวที่หลังของหลินมู่อวี่ อดยิ้มออกมาไม่ได้ “เจ้าหนุ่ม เจ้าแบกธนูมาทำอะไรหรือ”
“นี่เป็นอาวุธลับของข้า”
“อาวุธลับ?”ชวีฉู่กลั้นหัวเราะไม่อยู่ “ใช้อาวุธลับนี่เพื่ออะไรหรือ”
หลินมู่อวี่ตอบจริงจัง “ถึงแม้ด้านการฝึกยุทธ์ข้าจะยังเทียบพวกท่านไม่ได้ แต่ข้าก็รู้ว่าอาวุธที่ยาวกว่าย่อมได้เปรียบศัตรู หากศัตรูอยู่ห่างออกไปหลายสิบเมตร ข้าใช้ธนู หากศัตรูอยู่ใกล้ ข้าก็ใช้กระบี่ ถ้าไม่มีธนู ข้าเสียดายช่วงเวลาที่ศัตรูใช้เพื่อเข้ามาประชิดตัว ถ้าสามารถสังหารเป้าหมายที่อยู่ไกลหลายเมตรได้เลย ก็ไม่จำเป็นต้องรอให้มันเข้ามาประชิดตัว ไม่ใช่หรือ”
ชวีฉู่ถึงกับอึ้งไป